Library / Tipiṭaka / ติปิฎก • Tipiṭaka / สํยุตฺตนิกาย (อฎฺฐกถา) • Saṃyuttanikāya (aṭṭhakathā) |
๖. ทุติยกามภูสุตฺตวณฺณนา
6. Dutiyakāmabhūsuttavaṇṇanā
๓๔๘. ฉเฎฺฐ กติ นุ โข ภเนฺต สงฺขาราติ อยํ กิร, คหปติ, นิโรธํ วลเญฺชติ, ตสฺมา ‘‘นิโรธปาทเก สงฺขาเร ปุจฺฉิสฺสามี’’ติ จิเนฺตตฺวา เอวมาหฯ เถโรปิสฺส อธิปฺปายํ ญตฺวา ปุญฺญาภิสงฺขาราทีสุ อเนเกสุ สงฺขาเรสุ วิชฺชมาเนสุปิ กายสงฺขาราทโยว อาจิกฺขโนฺต ตโย โข คหปตีติอาทิมาหฯ ตตฺถ กายปฺปฎิพทฺธตฺตา กาเยน สงฺขรียติ นิพฺพตฺตียตีติ กายสงฺขาโรฯ วาจาย สงฺขโรติ นิพฺพเตฺตตีติ วจีสงฺขาโรฯ จิตฺตปฺปฎิพทฺธตฺตา จิเตฺตน สงฺขรียติ นิพฺพตฺตียตีติ จิตฺตสงฺขาโรฯ
348. Chaṭṭhe kati nu kho bhante saṅkhārāti ayaṃ kira, gahapati, nirodhaṃ valañjeti, tasmā ‘‘nirodhapādake saṅkhāre pucchissāmī’’ti cintetvā evamāha. Theropissa adhippāyaṃ ñatvā puññābhisaṅkhārādīsu anekesu saṅkhāresu vijjamānesupi kāyasaṅkhārādayova ācikkhanto tayo kho gahapatītiādimāha. Tattha kāyappaṭibaddhattā kāyena saṅkharīyati nibbattīyatīti kāyasaṅkhāro. Vācāya saṅkharoti nibbattetīti vacīsaṅkhāro. Cittappaṭibaddhattā cittena saṅkharīyati nibbattīyatīti cittasaṅkhāro.
กตโม ปน ภเนฺตติ อิธ กิํ ปุจฺฉติ? ‘‘อิเม สงฺขารา อญฺญมญฺญํ มิสฺสา อาลุฬิตา อวิภูตา ทุทฺทีปนาฯ ตถา หิ กายทฺวาเร อาทานคฺคหณมุญฺจนโจปนานิ ปาเปตฺวา อุปฺปนฺนา อฎฺฐ กามาวจรกุสลเจตนา ทฺวาทส อกุสลเจตนาติ เอวํ กุสลากุสลา วีสติ เจตนาปิ, อสฺสาสปสฺสาสาปิ กายสงฺขาโรเตฺวว วุจฺจนฺติฯ วจีทฺวาเร หนุสโญฺจปนํ วจีเภทํ ปาเปตฺวา อุปฺปนฺนา วุตฺตปฺปการาว วีสติ เจตนาปิ วิตกฺกวิจาราปิ วจีสงฺขาโรเตฺวว วุจฺจนฺติฯ กายวจีทฺวาเรสุ โจปนํ อปตฺวา รโห นิสินฺนสฺส จินฺตยโต อุปฺปนฺนา กุสลากุสลา เอกูนติํสเจตนาปิ, สญฺญา จ เวทนา จาติ อิเม เทฺว ธมฺมาปิ จิตฺตสงฺขาโรเตฺวว วุจฺจนฺติฯ เอวํ อิเม สงฺขารา อญฺญมญฺญํ มิสฺสา อาลุฬิตา อวิภูตา ทุทฺทีปนา, เต ปากเฎ วิภูเต กตฺวา กถาเปสฺสามี’’ติ ปุจฺฉิฯ
Katamopana bhanteti idha kiṃ pucchati? ‘‘Ime saṅkhārā aññamaññaṃ missā āluḷitā avibhūtā duddīpanā. Tathā hi kāyadvāre ādānaggahaṇamuñcanacopanāni pāpetvā uppannā aṭṭha kāmāvacarakusalacetanā dvādasa akusalacetanāti evaṃ kusalākusalā vīsati cetanāpi, assāsapassāsāpi kāyasaṅkhārotveva vuccanti. Vacīdvāre hanusañcopanaṃ vacībhedaṃ pāpetvā uppannā vuttappakārāva vīsati cetanāpi vitakkavicārāpi vacīsaṅkhārotveva vuccanti. Kāyavacīdvāresu copanaṃ apatvā raho nisinnassa cintayato uppannā kusalākusalā ekūnatiṃsacetanāpi, saññā ca vedanā cāti ime dve dhammāpi cittasaṅkhārotveva vuccanti. Evaṃ ime saṅkhārā aññamaññaṃ missā āluḷitā avibhūtā duddīpanā, te pākaṭe vibhūte katvā kathāpessāmī’’ti pucchi.
กสฺมา ปน ภเนฺตติ อิธ กายสงฺขาราทินามสฺส ปทตฺถํ ปุจฺฉติฯ ตสฺส วิสฺสชฺชเน กายปฺปฎิพทฺธาติ กายนิสฺสิตาฯ กาเย สติ โหนฺติ, อสติ น โหนฺติฯ จิตฺตปฺปฎิพทฺธาติ จิตฺตนิสฺสิตาฯ จิเตฺต สติ โหนฺติ, อสติ น โหนฺติฯ
Kasmā pana bhanteti idha kāyasaṅkhārādināmassa padatthaṃ pucchati. Tassa vissajjane kāyappaṭibaddhāti kāyanissitā. Kāye sati honti, asati na honti. Cittappaṭibaddhāti cittanissitā. Citte sati honti, asati na honti.
อิทานิ ‘‘กิํ นุ โข เอส สญฺญาเวทยิตนิโรธํ วลเญฺชติ, โน วลเญฺชติ, จิณฺณวสี วา ตตฺถ โน จิณฺณวสี’’ติ ชานนตฺถํ ปุจฺฉโนฺต กถํ ปน ภเนฺต สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติ โหตีติ อาหฯ ตสฺส วิสฺสชฺชเน สมาปชฺชิสฺสนฺติ วา สมาปชฺชามีติ วา ปททฺวเยน เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติกาโล กถิโตฯ สมาปโนฺนติ ปเทน อโนฺตนิโรโธฯ ตถา ปุริเมหิ ทฺวีหิ ปเทหิ สจิตฺตกกาโล กถิโต, ปจฺฉิเมน อจิตฺตกกาโลฯ
Idāni ‘‘kiṃ nu kho esa saññāvedayitanirodhaṃ valañjeti, no valañjeti, ciṇṇavasī vā tattha no ciṇṇavasī’’ti jānanatthaṃ pucchanto kathaṃ pana bhante saññāvedayitanirodhasamāpatti hotīti āha. Tassa vissajjane samāpajjissanti vā samāpajjāmīti vā padadvayena nevasaññānāsaññāyatanasamāpattikālo kathito. Samāpannoti padena antonirodho. Tathā purimehi dvīhi padehi sacittakakālo kathito, pacchimena acittakakālo.
ปุเพฺพว ตถา จิตฺตํ ภาวิตํ โหตีติ นิโรธสมาปตฺติโต ปุเพฺพ อทฺธานปริเจฺฉทกาเลเยว ‘‘เอตฺตกํ กาลํ อจิตฺตโก ภวิสฺสามี’’ติ อทฺธานปริเจฺฉทํ จิตฺตํ ภาวิตํ โหติฯ ยํ ตํ ตถตฺตาย อุปเนตีติ ยํ ปน เอวํ ภาวิตํ จิตฺตํ, ตํ ปุคฺคลํ ตถตฺตาย อจิตฺตกภาวาย อุปเนติฯ วจีสงฺขาโร ปฐมํ นิรุชฺฌตีติ เสสสงฺขาเรหิ ปฐมํ ทุติยชฺฌาเนเยว นิรุชฺฌติฯ ตโต กายสงฺขาโรติ ตโต ปรํ กายสงฺขาโร จตุตฺถชฺฌาเน นิรุชฺฌติฯ ตโต จิตฺตสงฺขาโรติ ตโต ปรํ จิตฺตสงฺขาโร อโนฺตนิโรเธ นิรุชฺฌติฯ อายูติ รูปชีวิตินฺทฺริยํฯ วิปริภินฺนานีติ อุปหตานิ วินฎฺฐานิฯ
Pubbeva tathā cittaṃ bhāvitaṃ hotīti nirodhasamāpattito pubbe addhānaparicchedakāleyeva ‘‘ettakaṃ kālaṃ acittako bhavissāmī’’ti addhānaparicchedaṃ cittaṃ bhāvitaṃ hoti. Yaṃ taṃ tathattāya upanetīti yaṃ pana evaṃ bhāvitaṃ cittaṃ, taṃ puggalaṃ tathattāya acittakabhāvāya upaneti. Vacīsaṅkhāro paṭhamaṃ nirujjhatīti sesasaṅkhārehi paṭhamaṃ dutiyajjhāneyeva nirujjhati. Tato kāyasaṅkhāroti tato paraṃ kāyasaṅkhāro catutthajjhāne nirujjhati. Tato cittasaṅkhāroti tato paraṃ cittasaṅkhāro antonirodhe nirujjhati. Āyūti rūpajīvitindriyaṃ. Viparibhinnānīti upahatāni vinaṭṭhāni.
ตตฺถ เกจิ ‘‘นิโรธสมาปนฺนสฺส ‘จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุโทฺธ’ติ วจนโต จิตฺตํ อนิรุทฺธํ โหติ, ตสฺมา สจิตฺตกาปิ อยํ สมาปตฺตี’’ติ วทนฺติฯ เต วตฺตพฺพา – ‘‘วจีสงฺขาโรปิสฺส นิรุโทฺธ’’ติ วจนโต วาจา อนิรุทฺธา โหติ, ตสฺมา นิโรธสมาปเนฺนน ธมฺมมฺปิ กเถเนฺตน สชฺฌายมฺปิ กโรเนฺตน นิสีทิตพฺพํ สิยาฯ โย จายํ มโต กาลงฺกโต, ตสฺสาปิ จิตฺตสงฺขาโร นิรุโทฺธติ วจนโต จิตฺตํ อนิรุทฺธํ ภเวยฺย, ตสฺมา กาลงฺกเต มาตาปิตโร วา อรหเนฺต วา ฌาเปเนฺตน อานนฺตริยกมฺมํ กตํ ภเวยฺยฯ อิติ พฺยญฺชเน อภินิเวสํ อกตฺวา อาจริยานํ นเย ฐตฺวา อโตฺถ อุปปริกฺขิตโพฺพฯ อโตฺถ หิ ปฎิสรณํ, น พฺยญฺชนํฯ
Tattha keci ‘‘nirodhasamāpannassa ‘cittasaṅkhāro ca niruddho’ti vacanato cittaṃ aniruddhaṃ hoti, tasmā sacittakāpi ayaṃ samāpattī’’ti vadanti. Te vattabbā – ‘‘vacīsaṅkhāropissa niruddho’’ti vacanato vācā aniruddhā hoti, tasmā nirodhasamāpannena dhammampi kathentena sajjhāyampi karontena nisīditabbaṃ siyā. Yo cāyaṃ mato kālaṅkato, tassāpi cittasaṅkhāro niruddhoti vacanato cittaṃ aniruddhaṃ bhaveyya, tasmā kālaṅkate mātāpitaro vā arahante vā jhāpentena ānantariyakammaṃ kataṃ bhaveyya. Iti byañjane abhinivesaṃ akatvā ācariyānaṃ naye ṭhatvā attho upaparikkhitabbo. Attho hi paṭisaraṇaṃ, na byañjanaṃ.
อินฺทฺริยานิ วิปฺปสนฺนานีติ กิริยมยปวตฺตสฺมิญฺหิ วตฺตมาเน พหิทฺธารมฺมเณสุ ปสาเท ฆเฎฺฎเนฺตสุ อินฺทฺริยานิ กิลมนฺติ, อุปหตานิ มกฺขิตฺตานิ วิย โหนฺติ วาตาทีหิ อุฎฺฐิตรเชน จตุมหาปเถ ฐปิตอาทาโส วิยฯ ยถา ปน ถวิกาย ปกฺขิปิตฺวา มญฺชูสาทีสุ ฐปิโต อาทาโส อโนฺตเยว วิโรจติ, เอวํ นิโรธสมาปนฺนสฺส ภิกฺขุโน อโนฺตนิโรเธ ปญฺจ ปสาทา อติวิย วิโรจนฺติฯ เตน วุตฺตํ ‘‘อินฺทฺริยานิ วิปฺปสนฺนานี’’ติฯ
Indriyāni vippasannānīti kiriyamayapavattasmiñhi vattamāne bahiddhārammaṇesu pasāde ghaṭṭentesu indriyāni kilamanti, upahatāni makkhittāni viya honti vātādīhi uṭṭhitarajena catumahāpathe ṭhapitaādāso viya. Yathā pana thavikāya pakkhipitvā mañjūsādīsu ṭhapito ādāso antoyeva virocati, evaṃ nirodhasamāpannassa bhikkhuno antonirodhe pañca pasādā ativiya virocanti. Tena vuttaṃ ‘‘indriyāni vippasannānī’’ti.
วุฎฺฐหิสฺสนฺติ วา วุฎฺฐหามีติ วา ปททฺวเยน อโนฺตนิโรธกาโล กถิโต, วุฎฺฐิโตติ ปเทน ผลสมาปตฺติกาโลฯ ตถา ปุริเมหิ ทฺวีหิ ปเทหิ อจิตฺตกกาโล กถิโต, ปจฺฉิเมน สจิตฺตกกาโลฯ ปุเพฺพว ตถา จิตฺตํ ภาวิตํ โหตีติ นิโรธสมาปตฺติโต ปุเพฺพ อทฺธานปริเจฺฉทกาเลเยว ‘‘เอตฺตกํ กาลํ อจิตฺตโก หุตฺวา ตโต ปรํ สจิตฺตโก ภวิสฺสามี’’ติ อทฺธานปริเจฺฉทํ จิตฺตํ ภาวิตํ โหติฯ ยํ ตํ ตถตฺตาย อุปเนตีติ ยํ เอวํ ภาวิตํ จิตฺตํ, ตํ ปุคฺคลํ ตถตฺตาย สจิตฺตกภาวาย อุปเนติฯ อิติ เหฎฺฐา นิโรธสมาปชฺชนฺนกาโล คหิโต, อิธ นิโรธโต วุฎฺฐานกาโลฯ
Vuṭṭhahissanti vā vuṭṭhahāmīti vā padadvayena antonirodhakālo kathito, vuṭṭhitoti padena phalasamāpattikālo. Tathā purimehi dvīhi padehi acittakakālo kathito, pacchimena sacittakakālo. Pubbeva tathā cittaṃ bhāvitaṃ hotīti nirodhasamāpattito pubbe addhānaparicchedakāleyeva ‘‘ettakaṃ kālaṃ acittako hutvā tato paraṃ sacittako bhavissāmī’’ti addhānaparicchedaṃ cittaṃ bhāvitaṃ hoti. Yaṃ taṃ tathattāya upanetīti yaṃ evaṃ bhāvitaṃ cittaṃ, taṃ puggalaṃ tathattāya sacittakabhāvāya upaneti. Iti heṭṭhā nirodhasamāpajjannakālo gahito, idha nirodhato vuṭṭhānakālo.
อิทานิ นิโรธกถํ กเถตุํ กาโลติ นิโรธกถา กเถตพฺพา สิยาฯ สา ปเนสา ‘‘ทฺวีหิ พเลหิ สมนฺนาคตตฺตา ตโย จ สงฺขารานํ ปฎิปสฺสทฺธิยา โสฬสหิ ญาณจริยาหิ นวหิ สมาธิจริยาหิ วสีภาวตาปญฺญา นิโรธสมาปตฺติยํ ญาณ’’นฺติ มาติกํ ฐเปตฺวา สพฺพากาเรน วิสุทฺธิมเคฺค กถิตา, ตสฺมา ตตฺถ กถิตนเยเนว คเหตพฺพาฯ โก ปนายํ นิโรโธ นาม? จตุนฺนํ ขนฺธานํ ปฎิสงฺขา อปฺปวตฺติฯ อถ กิมตฺถเมตํ สมาปชฺชนฺตีติ? สงฺขารานํ ปวเตฺต อุกฺกณฺฐิตา สตฺตาหํ อจิตฺตกา หุตฺวา สุขํ วิหริสฺสาม, ทิฎฺฐธมฺมนิพฺพานํ นาเมตํ ยทิทํ นิโรโธติ เอตทตฺถํ สมาปชฺชนฺติฯ
Idāni nirodhakathaṃ kathetuṃ kāloti nirodhakathā kathetabbā siyā. Sā panesā ‘‘dvīhi balehi samannāgatattā tayo ca saṅkhārānaṃ paṭipassaddhiyā soḷasahi ñāṇacariyāhi navahi samādhicariyāhi vasībhāvatāpaññā nirodhasamāpattiyaṃ ñāṇa’’nti mātikaṃ ṭhapetvā sabbākārena visuddhimagge kathitā, tasmā tattha kathitanayeneva gahetabbā. Ko panāyaṃ nirodho nāma? Catunnaṃ khandhānaṃ paṭisaṅkhā appavatti. Atha kimatthametaṃ samāpajjantīti? Saṅkhārānaṃ pavatte ukkaṇṭhitā sattāhaṃ acittakā hutvā sukhaṃ viharissāma, diṭṭhadhammanibbānaṃ nāmetaṃ yadidaṃ nirodhoti etadatthaṃ samāpajjanti.
จิตฺตสงฺขาโร ปฐมํ อุปฺปชฺชตีติ นิโรธา วุฎฺฐหนฺตสฺส หิ ผลสมาปตฺติจิตฺตํ ปฐมํ อุปฺปชฺชติฯ ตํสมฺปยุตฺตํ สญฺญญฺจ เวทนญฺจ สนฺธาย ‘‘จิตฺตสงฺขาโร ปฐมํ อุปฺปชฺชตี’’ติ อาหฯ ตโต กายสงฺขาโรติ ตโต ปรํ ภวงฺคสมเย กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติฯ
Cittasaṅkhāro paṭhamaṃ uppajjatīti nirodhā vuṭṭhahantassa hi phalasamāpatticittaṃ paṭhamaṃ uppajjati. Taṃsampayuttaṃ saññañca vedanañca sandhāya ‘‘cittasaṅkhāro paṭhamaṃ uppajjatī’’ti āha. Tato kāyasaṅkhāroti tato paraṃ bhavaṅgasamaye kāyasaṅkhāro uppajjati.
กิํ ปน ผลสมาปตฺติ อสฺสาสปสฺสาเส น สมุฎฺฐาเปตีติ? สมุฎฺฐาเปติฯ อิมสฺส ปน จตุตฺถชฺฌานิกา ผลสมาปตฺติ, สา น สมุฎฺฐาเปติฯ กิํ วา เอเตน? ผลสมาปตฺติ ปฐมชฺฌานิกา วา โหตุ ทุติยตติยจตุตฺถชฺฌานิกา วา, สนฺตสมาปตฺติโต วุฎฺฐิตสฺส ภิกฺขุโน อสฺสาสปสฺสาสา อโพฺพหาริกา โหนฺติ, เตสํ อโพฺพหาริกภาโว สญฺชีวเตฺถรวตฺถุนา เวทิตโพฺพฯ สญฺชีวเตฺถรสฺส หิ สมาปตฺติโต วุฎฺฐาย กิํสุกปุปฺผสทิเส วีตจฺจิตงฺคาเร มทฺทมานสฺส คจฺฉโต จีวเร อํสุมตฺตมฺปิ น ฌายิ, อุสฺมาการมตฺตมฺปิ นาโหสิฯ สมาปตฺติพลํ นาเมตนฺติ วทนฺติฯ เอวเมว สนฺตาย ผลสมาปตฺติยา วุฎฺฐิตสฺส ภิกฺขุโน อสฺสาสปสฺสาสา อโพฺพหาริกา โหนฺตีติ ภวงฺคสมเยเนเวตํ กถิตนฺติ เวทิตพฺพํฯ
Kiṃ pana phalasamāpatti assāsapassāse na samuṭṭhāpetīti? Samuṭṭhāpeti. Imassa pana catutthajjhānikā phalasamāpatti, sā na samuṭṭhāpeti. Kiṃ vā etena? Phalasamāpatti paṭhamajjhānikā vā hotu dutiyatatiyacatutthajjhānikā vā, santasamāpattito vuṭṭhitassa bhikkhuno assāsapassāsā abbohārikā honti, tesaṃ abbohārikabhāvo sañjīvattheravatthunā veditabbo. Sañjīvattherassa hi samāpattito vuṭṭhāya kiṃsukapupphasadise vītaccitaṅgāre maddamānassa gacchato cīvare aṃsumattampi na jhāyi, usmākāramattampi nāhosi. Samāpattibalaṃ nāmetanti vadanti. Evameva santāya phalasamāpattiyā vuṭṭhitassa bhikkhuno assāsapassāsā abbohārikā hontīti bhavaṅgasamayenevetaṃ kathitanti veditabbaṃ.
ตโต วจีสงฺขาโรติ ตโต ปรํ กิริยมยปวตฺตวลญฺชนกาเล วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติฯ กิํ ภวงฺคํ วิตกฺกวิจาเร น สมุฎฺฐาเปตีติ? สมุฎฺฐาเปติฯ ตํสมุฎฺฐานา ปน วิตกฺกวิจารา วาจํ อภิสงฺขาตุํ น สโกฺกนฺตีติ กิริยมยปวตฺตวลญฺชนกาเลเนเวตํ กถิตํฯ
Tatovacīsaṅkhāroti tato paraṃ kiriyamayapavattavalañjanakāle vacīsaṅkhāro uppajjati. Kiṃ bhavaṅgaṃ vitakkavicāre na samuṭṭhāpetīti? Samuṭṭhāpeti. Taṃsamuṭṭhānā pana vitakkavicārā vācaṃ abhisaṅkhātuṃ na sakkontīti kiriyamayapavattavalañjanakālenevetaṃ kathitaṃ.
สุญฺญโต ผโสฺสติอาทโย สคุเณนาปิ อารมฺมเณนาปิ กเถตพฺพาฯ สคุเณน ตาว สุญฺญตา นาม ผลสมาปตฺติ, ตาย สหชาตผสฺสํ สนฺธาย ‘‘สุญฺญโต ผโสฺส’’ติ วุตฺตํฯ อนิมิตฺตปฺปณิหิเตสุปิ เอเสว นโยฯ อารมฺมเณน ปน นิพฺพานํ ราคาทีหิ สุญฺญตฺตา สุญฺญตา นาม, ราคนิมิตฺตาทีนํ อภาวา อนิมิตฺตํ, ราคโทสโมหปฺปณิธีนํ อภาวา อปฺปณิหิตํ, สุญฺญตํ นิพฺพานํ อารมฺมณํ กตฺวา อุปฺปนฺนผลสมาปตฺติสมฺผโสฺส สุญฺญโต นามฯ อนิมิตฺตปฺปณิหิเตสุปิ เอเสว นโยฯ
Suññato phassotiādayo saguṇenāpi ārammaṇenāpi kathetabbā. Saguṇena tāva suññatā nāma phalasamāpatti, tāya sahajātaphassaṃ sandhāya ‘‘suññato phasso’’ti vuttaṃ. Animittappaṇihitesupi eseva nayo. Ārammaṇena pana nibbānaṃ rāgādīhi suññattā suññatā nāma, rāganimittādīnaṃ abhāvā animittaṃ, rāgadosamohappaṇidhīnaṃ abhāvā appaṇihitaṃ, suññataṃ nibbānaṃ ārammaṇaṃ katvā uppannaphalasamāpattisamphasso suññato nāma. Animittappaṇihitesupi eseva nayo.
อปรา อาคมนิยกถา นาม โหติฯ สุญฺญตอนิมิตฺตอปฺปณิหิตาติ หิ วิปสฺสนาปิ วุจฺจติฯ ตตฺถ โย ภิกฺขุ สงฺขาเร อนิจฺจโต ปริคฺคเหตฺวา อนิจฺจโต ทิสฺวา อนิจฺจโต วุฎฺฐาติ, ตสฺส วุฎฺฐานคามินิวิปสฺสนา อนิมิตฺตา นาม โหติฯ โย ทุกฺขโต ปริคฺคเหตฺวา ทุกฺขโต ทิสฺวา ทุกฺขโต วุฎฺฐาติ, ตสฺส อปฺปณิหิตา นามฯ โย อนตฺตโต ปริคฺคเหตฺวา อนตฺตโต ทิสฺวา อนตฺตโต วุฎฺฐาติ, ตสฺส สุญฺญตา นามฯ ตตฺถ อนิมิตฺตวิปสฺสนาย มโคฺค อนิมิโตฺต นาม, อนิมิตฺตมคฺคสฺส ผลํ อนิมิตฺตํ นาม, อนิมิตฺตผลสมาปตฺติสหชาเต ผเสฺส ผุสเนฺต ‘‘อนิมิโตฺต ผโสฺส ผุสตี’’ติ วุจฺจติฯ อปฺปณิหิตสุญฺญเตสุปิ เอเสว นโยฯ อาคมนิเยน กถิเต ปน สุญฺญโต วา ผโสฺส อนิมิโตฺต วา ผโสฺส อปฺปณิหิโต วา ผโสฺสติ วิกโปฺป อาปเชฺชยฺย, ตสฺมา สคุเณน เจว อารมฺมเณน จ กเถตพฺพํฯ เอวญฺหิ ตโย ผสฺสา ผุสนฺตีติ สเมติฯ
Aparā āgamaniyakathā nāma hoti. Suññataanimittaappaṇihitāti hi vipassanāpi vuccati. Tattha yo bhikkhu saṅkhāre aniccato pariggahetvā aniccato disvā aniccato vuṭṭhāti, tassa vuṭṭhānagāminivipassanā animittā nāma hoti. Yo dukkhato pariggahetvā dukkhato disvā dukkhato vuṭṭhāti, tassa appaṇihitā nāma. Yo anattato pariggahetvā anattato disvā anattato vuṭṭhāti, tassa suññatā nāma. Tattha animittavipassanāya maggo animitto nāma, animittamaggassa phalaṃ animittaṃ nāma, animittaphalasamāpattisahajāte phasse phusante ‘‘animitto phasso phusatī’’ti vuccati. Appaṇihitasuññatesupi eseva nayo. Āgamaniyena kathite pana suññato vā phasso animitto vā phasso appaṇihito vā phassoti vikappo āpajjeyya, tasmā saguṇena ceva ārammaṇena ca kathetabbaṃ. Evañhi tayo phassā phusantīti sameti.
วิเวกนินฺนนฺติอาทีสุ นิพฺพานํ วิเวโก นามฯ ตสฺมิํ วิเวเก นินฺนํ โอนตนฺติ วิเวกนินฺนํฯ วิเวกโปณนฺติ อญฺญโต อคนฺตฺวา เยน วิเวโก, เตน วงฺกํ วิย หุตฺวา ฐิตนฺติ วิเวกโปณํฯ เยน วิเวโก, เตน ปตมานํ วิย ฐิตนฺติ วิเวกปพฺภารํฯ
Vivekaninnantiādīsu nibbānaṃ viveko nāma. Tasmiṃ viveke ninnaṃ onatanti vivekaninnaṃ. Vivekapoṇanti aññato agantvā yena viveko, tena vaṅkaṃ viya hutvā ṭhitanti vivekapoṇaṃ. Yena viveko, tena patamānaṃ viya ṭhitanti vivekapabbhāraṃ.
Related texts:
ติปิฎก (มูล) • Tipiṭaka (Mūla) / สุตฺตปิฎก • Suttapiṭaka / สํยุตฺตนิกาย • Saṃyuttanikāya / ๖. ทุติยกามภูสุตฺตํ • 6. Dutiyakāmabhūsuttaṃ
ฎีกา • Tīkā / สุตฺตปิฎก (ฎีกา) • Suttapiṭaka (ṭīkā) / สํยุตฺตนิกาย (ฎีกา) • Saṃyuttanikāya (ṭīkā) / ๖. ทุติยกามภูสุตฺตวณฺณนา • 6. Dutiyakāmabhūsuttavaṇṇanā