Library / Tipiṭaka / ติปิฎก • Tipiṭaka / ชาตก-อฎฺฐกถา • Jātaka-aṭṭhakathā |
[๒๕๗] ๗. คามณิจนฺทชาตกวณฺณนา
[257] 7. Gāmaṇicandajātakavaṇṇanā
นายํ ฆรานํ กุสโลติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรโนฺต ปญฺญาปสํสนํ อารพฺภ กเถสิฯ ธมฺมสภายญฺหิ ภิกฺขู ทสพลสฺส ปญฺญํ ปสํสนฺตา นิสีทิํสุ – ‘‘อาวุโส, ตถาคโต มหาปโญฺญ ปุถุปโญฺญ หาสปโญฺญ ชวนปโญฺญ ติกฺขปโญฺญ นิเพฺพธิกปโญฺญ สเทวกํ โลกํ ปญฺญาย อติกฺกมตี’’ติฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา ‘‘กาย นุตฺถ, ภิกฺขเว, เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘อิมาย นามา’’ติ วุเตฺต ‘‘น, ภิกฺขเว, อิทาเนว, ปุเพฺพปิ ตถาคโต ปญฺญวาเยวา’’ติ วตฺวา อตีตํ อาหริฯ
Nāyaṃgharānaṃ kusaloti idaṃ satthā jetavane viharanto paññāpasaṃsanaṃ ārabbha kathesi. Dhammasabhāyañhi bhikkhū dasabalassa paññaṃ pasaṃsantā nisīdiṃsu – ‘‘āvuso, tathāgato mahāpañño puthupañño hāsapañño javanapañño tikkhapañño nibbedhikapañño sadevakaṃ lokaṃ paññāya atikkamatī’’ti. Satthā āgantvā ‘‘kāya nuttha, bhikkhave, etarahi kathāya sannisinnā’’ti pucchitvā ‘‘imāya nāmā’’ti vutte ‘‘na, bhikkhave, idāneva, pubbepi tathāgato paññavāyevā’’ti vatvā atītaṃ āhari.
อตีเต พาราณสิยํ ชนสโนฺธ นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิฯ โพธิสโตฺต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติฯ ตสฺส มุขํ สุปริมชฺชิตกญฺจนาทาสตลํ วิย ปริสุทฺธํ อโหสิ อติโสภคฺคปฺปตฺตํ, เตนสฺส นามคฺคหณทิวเส ‘‘อาทาสมุขมาโร’’ติ นามํ อกํสุฯ ตํ สตฺตวสฺสพฺภนฺตเรเยว ปน ปิตา ตโย เวเท จ สพฺพญฺจ โลเก กตฺตพฺพากตฺตพฺพํ สิกฺขาเปตฺวา ตสฺส สตฺตวสฺสิกกาเล กาลมกาสิฯ อมจฺจา มหเนฺตน สกฺกาเรน รโญฺญ สรีรกิจฺจํ กตฺวา มตกทานํ ทตฺวา สตฺตเม ทิวเส ราชงฺคเณ สนฺนิปติตฺวา ‘‘กุมาโร อติทหโร, น สกฺกา รเชฺช อภิสิญฺจิตุํ, วีมํสิตฺวา นํ อภิสิญฺจิสฺสามา’’ติ เอกทิวสํ นครํ อลงฺการาเปตฺวา วินิจฺฉยฎฺฐานํ สเชฺชตฺวา ปลฺลงฺกํ ปญฺญเปตฺวา กุมารสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ‘‘วินิจฺฉยฎฺฐานํ, เทว, คนฺตุํ วฎฺฎตี’’ติ อาหํสุฯ กุมาโร ‘‘สาธู’’ติ มหเนฺตน ปริวาเรน คนฺตฺวา ปลฺลเงฺก นิสีทิฯ
Atīte bārāṇasiyaṃ janasandho nāma rājā rajjaṃ kāresi. Bodhisatto tassa aggamahesiyā kucchimhi nibbatti. Tassa mukhaṃ suparimajjitakañcanādāsatalaṃ viya parisuddhaṃ ahosi atisobhaggappattaṃ, tenassa nāmaggahaṇadivase ‘‘ādāsamukhamāro’’ti nāmaṃ akaṃsu. Taṃ sattavassabbhantareyeva pana pitā tayo vede ca sabbañca loke kattabbākattabbaṃ sikkhāpetvā tassa sattavassikakāle kālamakāsi. Amaccā mahantena sakkārena rañño sarīrakiccaṃ katvā matakadānaṃ datvā sattame divase rājaṅgaṇe sannipatitvā ‘‘kumāro atidaharo, na sakkā rajje abhisiñcituṃ, vīmaṃsitvā naṃ abhisiñcissāmā’’ti ekadivasaṃ nagaraṃ alaṅkārāpetvā vinicchayaṭṭhānaṃ sajjetvā pallaṅkaṃ paññapetvā kumārassa santikaṃ gantvā ‘‘vinicchayaṭṭhānaṃ, deva, gantuṃ vaṭṭatī’’ti āhaṃsu. Kumāro ‘‘sādhū’’ti mahantena parivārena gantvā pallaṅke nisīdi.
ตสฺส นิสินฺนกาเล อมจฺจา เอกํ ทฺวีหิ ปาเทหิ วิจรณมกฺกฎํ วตฺถุวิชฺชาจริยเวสํ คาหาเปตฺวา วินิจฺฉยฎฺฐานํ เนตฺวา ‘‘เทว, อยํ ปุริโส ปิตุ มหาราชสฺส กาเล วตฺถุวิชฺชาจริโย ปคุณวิโชฺช อโนฺตภูมิยํ สตฺตรตนฎฺฐาเน คุณโทสํ ปสฺสติ, เอเตเนว คหิตํ ราชกุลานํ เคหฎฺฐานํ โหติ, อิมํ เทโว สงฺคณฺหิตฺวา ฐานนฺตเร ฐเปตู’’ติ อาหํสุฯ กุมาโร ตํ เหฎฺฐา จ อุปริจ โอโลเกตฺวา ‘‘นายํ มนุโสฺส, มกฺกโฎ เอโส’’ติ ญตฺวา ‘‘มกฺกฎา นาม กตํ กตํ วิทฺธํเสตุํ ชานนฺติ, อกตํ ปน กาตุํ วา วิจาเรตุํ วา น ชานนฺตี’’ติ จิเนฺตตฺวา อมจฺจานํ ปฐมํ คาถมาห –
Tassa nisinnakāle amaccā ekaṃ dvīhi pādehi vicaraṇamakkaṭaṃ vatthuvijjācariyavesaṃ gāhāpetvā vinicchayaṭṭhānaṃ netvā ‘‘deva, ayaṃ puriso pitu mahārājassa kāle vatthuvijjācariyo paguṇavijjo antobhūmiyaṃ sattaratanaṭṭhāne guṇadosaṃ passati, eteneva gahitaṃ rājakulānaṃ gehaṭṭhānaṃ hoti, imaṃ devo saṅgaṇhitvā ṭhānantare ṭhapetū’’ti āhaṃsu. Kumāro taṃ heṭṭhā ca uparica oloketvā ‘‘nāyaṃ manusso, makkaṭo eso’’ti ñatvā ‘‘makkaṭā nāma kataṃ kataṃ viddhaṃsetuṃ jānanti, akataṃ pana kātuṃ vā vicāretuṃ vā na jānantī’’ti cintetvā amaccānaṃ paṭhamaṃ gāthamāha –
๑๙.
19.
‘‘นายํ ฆรานํ กุสโล, โลโล อยํ วลีมุโข;
‘‘Nāyaṃ gharānaṃ kusalo, lolo ayaṃ valīmukho;
กตํ กตํ โข ทูเสยฺย, เอวํ ธมฺมมิทํ กุล’’นฺติฯ
Kataṃ kataṃ kho dūseyya, evaṃ dhammamidaṃ kula’’nti.
ตตฺถ นายํ ฆรานํ กุสโลติ อยํ สโตฺต น ฆรานํ กุสโล, ฆรานิ วิจาเรตุํ วา กาตุํ วา เฉโก น โหติฯ โลโลติ โลลชาติโกฯ วลีมุโขติ วลิโย มุเข อสฺสาติ วลีมุโขฯ เอวํ ธมฺมมิทํกุลนฺติ อิทํ มกฺกฎกุลํ นาม กตํ กตํ ทูเสตพฺพํ วินาเสตพฺพนฺติ เอวํ สภาวนฺติฯ
Tattha nāyaṃ gharānaṃ kusaloti ayaṃ satto na gharānaṃ kusalo, gharāni vicāretuṃ vā kātuṃ vā cheko na hoti. Loloti lolajātiko. Valīmukhoti valiyo mukhe assāti valīmukho. Evaṃ dhammamidaṃkulanti idaṃ makkaṭakulaṃ nāma kataṃ kataṃ dūsetabbaṃ vināsetabbanti evaṃ sabhāvanti.
อถามจฺจา ‘‘เอวํ ภวิสฺสติ, เทวา’’ติ ตํ อปเนตฺวา เอกาหทฺวีหจฺจเยน ปุน ตเมว อลงฺกริตฺวา วินิจฺฉยฎฺฐานํ อาเนตฺวา ‘‘อยํ, เทว, ปิตุ มหาราชสฺส กาเล วินิจฺฉยามโจฺจ, วินิจฺฉยสุตฺตมสฺส สุปวตฺติตํ, อิมํ สงฺคณฺหิตฺวา วินิจฺฉยกมฺมํ กาเรตุํ วฎฺฎตี’’ติ อาหํสุฯ กุมาโร ตํ โอโลเกตฺวา ‘‘จิตฺตวโต มนุสฺสสฺส โลมํ นาม เอวรูปํ น โหติ, อยํ นิจิตฺตโก วานโร วินิจฺฉยกมฺมํ กาตุํ น สกฺขิสฺสตี’’ติ ญตฺวา ทุติยํ คาถมาห –
Athāmaccā ‘‘evaṃ bhavissati, devā’’ti taṃ apanetvā ekāhadvīhaccayena puna tameva alaṅkaritvā vinicchayaṭṭhānaṃ ānetvā ‘‘ayaṃ, deva, pitu mahārājassa kāle vinicchayāmacco, vinicchayasuttamassa supavattitaṃ, imaṃ saṅgaṇhitvā vinicchayakammaṃ kāretuṃ vaṭṭatī’’ti āhaṃsu. Kumāro taṃ oloketvā ‘‘cittavato manussassa lomaṃ nāma evarūpaṃ na hoti, ayaṃ nicittako vānaro vinicchayakammaṃ kātuṃ na sakkhissatī’’ti ñatvā dutiyaṃ gāthamāha –
๒๐.
20.
‘‘นยิทํ จิตฺตวโต โลมํ, นายํ อสฺสาสิโก มิโค;
‘‘Nayidaṃ cittavato lomaṃ, nāyaṃ assāsiko migo;
สิฎฺฐํ เม ชนสเนฺธน, นายํ กิญฺจิ วิชานตี’’ติฯ
Siṭṭhaṃ me janasandhena, nāyaṃ kiñci vijānatī’’ti.
ตตฺถ นยิทํ จิตฺตวโต โลมนฺติ ยํ อิทํ เอตสฺส สรีเร ผรุสโลมํ, อิทํ วิจารณปญฺญาย สมฺปยุตฺตจิตฺตวโต น โหติฯ ปากติกจิเตฺตน ปน อจิตฺตโก นาม ติรจฺฉานคโต นตฺถิฯ นายํ อสฺสาสิโกติ อยํ อวสฺสโย วา หุตฺวา อนุสาสนิํ วา ทตฺวา อญฺญํ อสฺสาเสตุํ อสมตฺถตาย น อสฺสาสิโกฯ มิโคติ มกฺกฎํ อาหฯ สิฎฺฐํ เม ชนสเนฺธนาติ มยฺหํ ปิตรา ชนสเนฺธน เอตํ สิฎฺฐํ กถิตํ, ‘‘มกฺกโฎ นาม การณาการณํ น ชานาตี’’ติ เอวํ อนุสาสนี ทินฺนาติ ทีเปติฯ นายํ กิญฺจิ วิชานตีติ ตสฺมา อยํ วานโร น กิญฺจิ ชานาตีติ นิฎฺฐเมตฺถ คนฺตพฺพํฯ ปาฬิยํ ปน ‘‘นายํ กิญฺจิ น ทูสเย’’ติ ลิขิตํ, ตํ อฎฺฐกถายํ นตฺถิฯ
Tattha nayidaṃ cittavato lomanti yaṃ idaṃ etassa sarīre pharusalomaṃ, idaṃ vicāraṇapaññāya sampayuttacittavato na hoti. Pākatikacittena pana acittako nāma tiracchānagato natthi. Nāyaṃassāsikoti ayaṃ avassayo vā hutvā anusāsaniṃ vā datvā aññaṃ assāsetuṃ asamatthatāya na assāsiko. Migoti makkaṭaṃ āha. Siṭṭhaṃ me janasandhenāti mayhaṃ pitarā janasandhena etaṃ siṭṭhaṃ kathitaṃ, ‘‘makkaṭo nāma kāraṇākāraṇaṃ na jānātī’’ti evaṃ anusāsanī dinnāti dīpeti. Nāyaṃ kiñci vijānatīti tasmā ayaṃ vānaro na kiñci jānātīti niṭṭhamettha gantabbaṃ. Pāḷiyaṃ pana ‘‘nāyaṃ kiñci na dūsaye’’ti likhitaṃ, taṃ aṭṭhakathāyaṃ natthi.
อมจฺจา อิมมฺปิ คาถํ สุตฺวา ‘‘เอวํ ภวิสฺสติ, เทวา’’ติ ตํ อปเนตฺวา ปุนปิ เอกทิวสํ ตเมว อลงฺกริตฺวา วินิจฺฉยฎฺฐานํ อาเนตฺวา ‘‘อยํ, เทว, ปุริโส ปิตุ มหาราชสฺส กาเล มาตาปิตุอุปฎฺฐานการโก, กุเลเชฎฺฐาปจายิกกมฺมการโก, อิมํ สงฺคณฺหิตุํ วฎฺฎตี’’ติ อาหํสุฯ กุมาโร ตํ โอโลเกตฺวา ‘‘มกฺกฎา นาม จลจิตฺตา, เอวรูปํ กมฺมํ กาตุํ น สมตฺถา’’ติ จิเนฺตตฺวา ตติยํ คาถมาห –
Amaccā imampi gāthaṃ sutvā ‘‘evaṃ bhavissati, devā’’ti taṃ apanetvā punapi ekadivasaṃ tameva alaṅkaritvā vinicchayaṭṭhānaṃ ānetvā ‘‘ayaṃ, deva, puriso pitu mahārājassa kāle mātāpituupaṭṭhānakārako, kulejeṭṭhāpacāyikakammakārako, imaṃ saṅgaṇhituṃ vaṭṭatī’’ti āhaṃsu. Kumāro taṃ oloketvā ‘‘makkaṭā nāma calacittā, evarūpaṃ kammaṃ kātuṃ na samatthā’’ti cintetvā tatiyaṃ gāthamāha –
๒๑.
21.
‘‘น มาตรํ ปิตรํ วา, ภาตรํ ภคินิํ สกํ;
‘‘Na mātaraṃ pitaraṃ vā, bhātaraṃ bhaginiṃ sakaṃ;
ภเรยฺย ตาทิโส โปโส, สิฎฺฐํ ทสรเถน เม’’ติฯ
Bhareyya tādiso poso, siṭṭhaṃ dasarathena me’’ti.
ตตฺถ ภาตรํ ภคินิํ สกนฺติ อตฺตโน ภาตรํ วา ภคินิํ วาฯ ปาฬิยํ ปน ‘‘สข’’นฺติ ลิขิตํ, ตํ ปน อฎฺฐกถายํ ‘‘สกนฺติ วุเตฺต สกภาติกภคินิโย ลพฺภนฺติ, สขนฺติ วุเตฺต สหายโก ลพฺภตี’’ติ วิจาริตเมวฯ ภเรยฺยาติ โปเสยฺยฯ ตาทิโส โปโสติ ยาทิโส เอส ทิสฺสติ, ตาทิโส มกฺกฎชาติโก สโตฺต น ภเรยฺยฯ สิฎฺฐํ ทสรเถน เมติ เอวํ เม ปิตรา อนุสิฎฺฐํฯ ปิตา หิสฺส ชนํ จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ สนฺทหนโต ‘‘ชนสโนฺธ’’ติ วุจฺจติ, ทสหิ รเถหิ กตฺตพฺพากตฺตพฺพํ อตฺตโน เอเกเนว รเถน กรณโต ‘‘ทสรโถ’’ติฯ ตสฺส สนฺติกา เอวรูปสฺส โอวาทสฺส สุตตฺตา เอวมาหฯ
Tattha bhātaraṃ bhaginiṃ sakanti attano bhātaraṃ vā bhaginiṃ vā. Pāḷiyaṃ pana ‘‘sakha’’nti likhitaṃ, taṃ pana aṭṭhakathāyaṃ ‘‘sakanti vutte sakabhātikabhaginiyo labbhanti, sakhanti vutte sahāyako labbhatī’’ti vicāritameva. Bhareyyāti poseyya. Tādiso posoti yādiso esa dissati, tādiso makkaṭajātiko satto na bhareyya. Siṭṭhaṃ dasarathena meti evaṃ me pitarā anusiṭṭhaṃ. Pitā hissa janaṃ catūhi saṅgahavatthūhi sandahanato ‘‘janasandho’’ti vuccati, dasahi rathehi kattabbākattabbaṃ attano ekeneva rathena karaṇato ‘‘dasaratho’’ti. Tassa santikā evarūpassa ovādassa sutattā evamāha.
อมจฺจา ‘‘เอวํ ภวิสฺสติ, เทวา’’ติ มกฺกฎํ อปเนตฺวา ‘‘ปณฺฑิโต กุมาโร, สกฺขิสฺสติ รชฺชํ กาเรตุ’’นฺติ โพธิสตฺตํ รเชฺช อภิสิญฺจิตฺวา ‘‘อาทาสมุขรโญฺญ อาณา’’ติ นคเร เภริํ จราเปสุํฯ ตโต ปฎฺฐาย โพธิสโตฺต ธเมฺมน รชฺชํ กาเรสิ, ปณฺฑิตภาโวปิสฺส สกลชมฺพุทีปํ ปตฺถริตฺวา คโตฯ
Amaccā ‘‘evaṃ bhavissati, devā’’ti makkaṭaṃ apanetvā ‘‘paṇḍito kumāro, sakkhissati rajjaṃ kāretu’’nti bodhisattaṃ rajje abhisiñcitvā ‘‘ādāsamukharañño āṇā’’ti nagare bheriṃ carāpesuṃ. Tato paṭṭhāya bodhisatto dhammena rajjaṃ kāresi, paṇḍitabhāvopissa sakalajambudīpaṃ pattharitvā gato.
ปณฺฑิตภาวทีปนตฺถํ ปนสฺส อิมานิ จุทฺทส วตฺถูนิ อาภตานิ –
Paṇḍitabhāvadīpanatthaṃ panassa imāni cuddasa vatthūni ābhatāni –
‘‘โคโณ ปุโตฺต หโย เจว, นฬกาโร คามโภชโก;
‘‘Goṇo putto hayo ceva, naḷakāro gāmabhojako;
คณิกา ตรุณี สโปฺป, มิโค ติตฺติรเทวตา;
Gaṇikā taruṇī sappo, migo tittiradevatā;
นาโค ตปสฺสิโน เจว, อโถ พฺราหฺมณมาณโว’’ติฯ
Nāgo tapassino ceva, atho brāhmaṇamāṇavo’’ti.
ตตฺรายํ อนุปุพฺพีกถา – โพธิสตฺตสฺมิญฺหิ รเชฺช อภิสิญฺจิเต เอโก ชนสนฺธรโญฺญ ปาทมูลิโก นาเมน คามณิจโนฺท นาม เอวํ จิเนฺตสิ – ‘‘อิทํ รชฺชํ นาม สมานวเยหิ สทฺธิํ โสภติ, อหญฺจ มหลฺลโก, ทหรํ กุมารํ อุปฎฺฐาตุํ น สกฺขิสฺสามิ, ชนปเท กสิกมฺมํ กตฺวา ชีวิสฺสามี’’ติ, โส นครโต ติโยชนมตฺตํ คนฺตฺวา เอกสฺมิํ คามเก วาสํ กเปฺปสิฯ กสิกมฺมตฺถาย ปนสฺส โคณาปิ นตฺถิ, โส เทเว วุเฎฺฐ เอกํ สหายกํ เทฺว โคเณ ยาจิตฺวา สพฺพทิวสํ กสิตฺวา ติณํ ขาทาเปตฺวา โคเณ สามิกสฺส นิยฺยาเทตุํ เคหํ อคมาสิฯ โส ตสฺมิํ ขเณ ภริยาย สทฺธิํ เคหมเชฺฌ นิสีทิตฺวา ภตฺตํ ภุญฺชติฯ โคณาปิ ปริจเยน เคหํ ปวิสิํสุ, เตสุ ปวิสเนฺตสุ สามิโก ถาลกํ อุกฺขิปิ, ภริยา ถาลกํ อปเนสิฯ คามณิจโนฺท ‘‘ภเตฺตน มํ นิมเนฺตยฺยุ’’นฺติ โอโลเกโนฺต โคเณ อนิยฺยาเทตฺวาว คโตฯ โจรา รตฺติํ วชํ ภินฺทิตฺวา เตเยว โคเณ หริํสุฯ โคณสามิโก ปาโตว วชํ ปวิโฎฺฐ เต โคเณ อทิสฺวา โจเรหิ หฎภาวํ ชานโนฺตปิ ‘‘คามณิจนฺทสฺส คีวํ กริสฺสามี’’ติ ตํ อุปสงฺกมิตฺวา ‘‘โภ โคเณ, เม เทหี’’ติ อาหฯ ‘‘นนุ โคณา เคหํ ปวิฎฺฐา’’ติฯ ‘‘กิํ ปน เต มยฺหํ นิยฺยาทิตา’’ติ? ‘‘น นิยฺยาทิตา’’ติฯ ‘‘เตน หิ อยํ เต ราชทูโต, เอหี’’ติ อาหฯ เตสุ หิ ชนปเทสุ ยํกิญฺจิ สกฺขรํ วา กปาลขณฺฑํ วา อุกฺขิปิตฺวา ‘‘อยํ เต ราชทูโต, เอหี’’ติ วุเตฺต โย น คจฺฉติ, ตสฺส ราชาณํ กโรติ, ตสฺมา โส ‘‘ราชทูโต’’ติ สุตฺวาว นิกฺขมิฯ
Tatrāyaṃ anupubbīkathā – bodhisattasmiñhi rajje abhisiñcite eko janasandharañño pādamūliko nāmena gāmaṇicando nāma evaṃ cintesi – ‘‘idaṃ rajjaṃ nāma samānavayehi saddhiṃ sobhati, ahañca mahallako, daharaṃ kumāraṃ upaṭṭhātuṃ na sakkhissāmi, janapade kasikammaṃ katvā jīvissāmī’’ti, so nagarato tiyojanamattaṃ gantvā ekasmiṃ gāmake vāsaṃ kappesi. Kasikammatthāya panassa goṇāpi natthi, so deve vuṭṭhe ekaṃ sahāyakaṃ dve goṇe yācitvā sabbadivasaṃ kasitvā tiṇaṃ khādāpetvā goṇe sāmikassa niyyādetuṃ gehaṃ agamāsi. So tasmiṃ khaṇe bhariyāya saddhiṃ gehamajjhe nisīditvā bhattaṃ bhuñjati. Goṇāpi paricayena gehaṃ pavisiṃsu, tesu pavisantesu sāmiko thālakaṃ ukkhipi, bhariyā thālakaṃ apanesi. Gāmaṇicando ‘‘bhattena maṃ nimanteyyu’’nti olokento goṇe aniyyādetvāva gato. Corā rattiṃ vajaṃ bhinditvā teyeva goṇe hariṃsu. Goṇasāmiko pātova vajaṃ paviṭṭho te goṇe adisvā corehi haṭabhāvaṃ jānantopi ‘‘gāmaṇicandassa gīvaṃ karissāmī’’ti taṃ upasaṅkamitvā ‘‘bho goṇe, me dehī’’ti āha. ‘‘Nanu goṇā gehaṃ paviṭṭhā’’ti. ‘‘Kiṃ pana te mayhaṃ niyyāditā’’ti? ‘‘Na niyyāditā’’ti. ‘‘Tena hi ayaṃ te rājadūto, ehī’’ti āha. Tesu hi janapadesu yaṃkiñci sakkharaṃ vā kapālakhaṇḍaṃ vā ukkhipitvā ‘‘ayaṃ te rājadūto, ehī’’ti vutte yo na gacchati, tassa rājāṇaṃ karoti, tasmā so ‘‘rājadūto’’ti sutvāva nikkhami.
โส เตน สทฺธิํ ราชกุลํ คจฺฉโนฺต เอกํ สหายกสฺส วสนคามํ ปตฺวา ‘‘โภ, อติฉาโตมฺหิ, ยาว คามํ ปวิสิตฺวา อาหารกิจฺจํ กตฺวา อาคจฺฉามิ, ตาว อิเธว โหหี’’ติ วตฺวา สหายเคหํ ปาวิสิฯ สหาโย ปนสฺส เคเห นตฺถิ, สหายิกา ทิสฺวา ‘‘สามิ, ปกฺกาหาโร นตฺถิ, มุหุตฺตํ อธิวาเสหิ, อิทาเนว ปจิตฺวา ทสฺสามี’’ติ นิเสฺสณิยา เวเคน ตณฺฑุลโกฎฺฐกํ อภิรุหนฺตี ภูมิยํ ปติ, ตงฺขณเญฺญว ตสฺสา สตฺตมาสิโก คโพฺภ ปติโตฯ ตสฺมิํ ขเณ ตสฺสา สามิโก อาคนฺตฺวา ตํ ทิสฺวา ‘‘ตฺวํ เม ภริยํ ปหริตฺวา คพฺภํ ปาเตสิ, อยํ เต ราชทูโต, เอหี’’ติ ตํ คเหตฺวา นิกฺขมิฯ ตโต ปฎฺฐาย เทฺว ชนา คามณิํ มเชฺฌ กตฺวา คจฺฉนฺติฯ
So tena saddhiṃ rājakulaṃ gacchanto ekaṃ sahāyakassa vasanagāmaṃ patvā ‘‘bho, atichātomhi, yāva gāmaṃ pavisitvā āhārakiccaṃ katvā āgacchāmi, tāva idheva hohī’’ti vatvā sahāyagehaṃ pāvisi. Sahāyo panassa gehe natthi, sahāyikā disvā ‘‘sāmi, pakkāhāro natthi, muhuttaṃ adhivāsehi, idāneva pacitvā dassāmī’’ti nisseṇiyā vegena taṇḍulakoṭṭhakaṃ abhiruhantī bhūmiyaṃ pati, taṅkhaṇaññeva tassā sattamāsiko gabbho patito. Tasmiṃ khaṇe tassā sāmiko āgantvā taṃ disvā ‘‘tvaṃ me bhariyaṃ paharitvā gabbhaṃ pātesi, ayaṃ te rājadūto, ehī’’ti taṃ gahetvā nikkhami. Tato paṭṭhāya dve janā gāmaṇiṃ majjhe katvā gacchanti.
อเถกสฺมิํ คามทฺวาเร เอโก อสฺสโคปโก อสฺสํ นิวเตฺตตุํ น สโกฺกติ, อโสฺสปิ เตสํ สนฺติเกน คจฺฉติฯ อสฺสโคปโก คามณิจนฺทํ ทิสฺวา ‘‘มาตุล คามณิจนฺท, เอตํ ตาว อสฺสํ เกนจิเทว ปหริตฺวา นิวเตฺตหี’’ติ อาหฯ โส เอกํ ปาสาณํ คเหตฺวา ขิปิ, ปาสาโณ อสฺสสฺส ปาเท ปหริตฺวา เอรณฺฑทณฺฑกํ วิย ภินฺทิฯ อถ นํ อสฺสโคปโก ‘‘ตยา เม อสฺสสฺส ปาโท ภิโนฺน, อยํ เต ราชทูโต’’ติ วตฺวา คณฺหิฯ
Athekasmiṃ gāmadvāre eko assagopako assaṃ nivattetuṃ na sakkoti, assopi tesaṃ santikena gacchati. Assagopako gāmaṇicandaṃ disvā ‘‘mātula gāmaṇicanda, etaṃ tāva assaṃ kenacideva paharitvā nivattehī’’ti āha. So ekaṃ pāsāṇaṃ gahetvā khipi, pāsāṇo assassa pāde paharitvā eraṇḍadaṇḍakaṃ viya bhindi. Atha naṃ assagopako ‘‘tayā me assassa pādo bhinno, ayaṃ te rājadūto’’ti vatvā gaṇhi.
โส ตีหิ ชเนหิ นียมาโน จิเนฺตสิ – ‘‘อิเม มํ รโญฺญ ทเสฺสสฺสนฺติ, อหํ โคณมูลมฺปิ ทาตุํ น สโกฺกมิ, ปเคว คพฺภปาตนทณฺฑํ, อสฺสมูลํ ปน กุโต ลภิสฺสามิ, มตํ เม เสโยฺย’’ติฯ โส คจฺฉโนฺต อนฺตรามเคฺค อฎวิยํ มคฺคสมีเปเยว เอกํ เอกโต ปปาตํ ปพฺพตํ อทฺทส, ตสฺส ฉายาย เทฺว ปิตาปุตฺตา นฬการา เอกโต กิลญฺชํ จินนฺติฯ คามณิจโนฺท ‘‘โภ, สรีรกิจฺจํ กาตุกาโมมฺหิ, โถกํ อิเธว โหถ, ยาว อาคจฺฉามี’’ติ วตฺวา ปพฺพตํ อภิรุหิตฺวา ปปาตปเสฺส ปตมาโน ปิตุนฬการสฺส ปิฎฺฐิยํ ปติ, นฬกาโร เอกปฺปหาเรเนว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิฯ คามณิ อุฎฺฐาย อฎฺฐาสิฯ นฬการปุโตฺต ‘‘ตฺวํ เม ปิตุฆาตกโจโร, อยํ เต ราชทูโต’’ติ วตฺวา ตํ หเตฺถ คเหตฺวา คุมฺพโต นิกฺขมิ , ‘‘กิํ เอต’’นฺติ จ วุเตฺต ‘‘ปิตุฆาตกโจโร เม’’ติ อาหฯ ตโต ปฎฺฐาย คามณิํ มเชฺฌ กตฺวา จตฺตาโร ชนา ปริวาเรตฺวา นยิํสุฯ
So tīhi janehi nīyamāno cintesi – ‘‘ime maṃ rañño dassessanti, ahaṃ goṇamūlampi dātuṃ na sakkomi, pageva gabbhapātanadaṇḍaṃ, assamūlaṃ pana kuto labhissāmi, mataṃ me seyyo’’ti. So gacchanto antarāmagge aṭaviyaṃ maggasamīpeyeva ekaṃ ekato papātaṃ pabbataṃ addasa, tassa chāyāya dve pitāputtā naḷakārā ekato kilañjaṃ cinanti. Gāmaṇicando ‘‘bho, sarīrakiccaṃ kātukāmomhi, thokaṃ idheva hotha, yāva āgacchāmī’’ti vatvā pabbataṃ abhiruhitvā papātapasse patamāno pitunaḷakārassa piṭṭhiyaṃ pati, naḷakāro ekappahāreneva jīvitakkhayaṃ pāpuṇi. Gāmaṇi uṭṭhāya aṭṭhāsi. Naḷakāraputto ‘‘tvaṃ me pitughātakacoro, ayaṃ te rājadūto’’ti vatvā taṃ hatthe gahetvā gumbato nikkhami , ‘‘kiṃ eta’’nti ca vutte ‘‘pitughātakacoro me’’ti āha. Tato paṭṭhāya gāmaṇiṃ majjhe katvā cattāro janā parivāretvā nayiṃsu.
อถาปรสฺมิํ คามทฺวาเร เอโก คามโภชโก คามณิจนฺทํ ทิสฺวา ‘‘มาตุล คามณิจนฺท, กหํ คจฺฉสี’’ติ วตฺวา ‘‘ราชานํ ปสฺสิตุ’’นฺติ วุเตฺต ‘‘อทฺธา ตฺวํ ราชานํ ปสฺสิสฺสสิ, อหํ รโญฺญ สาสนํ ทาตุกาโม, หริสฺสสี’’ติ อาหฯ ‘‘อาม, หริสฺสามี’’ติฯ ‘‘อหํ ปกติยา อภิรูโป ธนวา ยสสมฺปโนฺน อโรโค, อิทานิ ปนมฺหิ ทุคฺคโต เจว ปณฺฑุโรคี จ, ตตฺถ กิํ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺฉ, ราชา กิร ปณฺฑิโต, โส เต กเถสฺสติ, ตสฺส สาสนํ ปุน มยฺหํ กเถยฺยาสี’’ติฯ โส ‘‘สาธู’’ติ สมฺปฎิจฺฉิฯ
Athāparasmiṃ gāmadvāre eko gāmabhojako gāmaṇicandaṃ disvā ‘‘mātula gāmaṇicanda, kahaṃ gacchasī’’ti vatvā ‘‘rājānaṃ passitu’’nti vutte ‘‘addhā tvaṃ rājānaṃ passissasi, ahaṃ rañño sāsanaṃ dātukāmo, harissasī’’ti āha. ‘‘Āma, harissāmī’’ti. ‘‘Ahaṃ pakatiyā abhirūpo dhanavā yasasampanno arogo, idāni panamhi duggato ceva paṇḍurogī ca, tattha kiṃ kāraṇanti rājānaṃ puccha, rājā kira paṇḍito, so te kathessati, tassa sāsanaṃ puna mayhaṃ katheyyāsī’’ti. So ‘‘sādhū’’ti sampaṭicchi.
อถ นํ ปุรโต อญฺญตรสฺมิํ คามทฺวาเร เอกา คณิกา ทิสฺวา ‘‘มาตุล คามณิจนฺท, กหํ คจฺฉสี’’ติ วตฺวา ‘‘ราชานํ ปสฺสิตุ’’นฺติ วุเตฺต ‘‘ราชา กิร ปณฺฑิโต, มม สาสนํ หรา’’ติ วตฺวา เอวมาห – ‘‘ปุเพฺพ อหํ พหุํ ภติํ ลภามิ, อิทานิ ปน ตมฺพุลมตฺตมฺปิ น ลภามิ, โกจิ เม สนฺติกํ อาคโต นาม นตฺถิ, ตตฺถ กิํ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺฉิตฺวา ปจฺจาคนฺตฺวา มยฺหํ กเถยฺยาสี’’ติฯ
Atha naṃ purato aññatarasmiṃ gāmadvāre ekā gaṇikā disvā ‘‘mātula gāmaṇicanda, kahaṃ gacchasī’’ti vatvā ‘‘rājānaṃ passitu’’nti vutte ‘‘rājā kira paṇḍito, mama sāsanaṃ harā’’ti vatvā evamāha – ‘‘pubbe ahaṃ bahuṃ bhatiṃ labhāmi, idāni pana tambulamattampi na labhāmi, koci me santikaṃ āgato nāma natthi, tattha kiṃ kāraṇanti rājānaṃ pucchitvā paccāgantvā mayhaṃ katheyyāsī’’ti.
อถ นํ ปุรโต อญฺญตรสฺมิํ คามทฺวาเร เอกา ตรุณิตฺถี ทิสฺวา ตเถว ปุจฺฉิตฺวา ‘‘อหํ เนว สามิกสฺส เคเห วสิตุํ สโกฺกมิ, น กุลเคเห, ตตฺถ กิํ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺฉิตฺวา ปจฺจาคนฺตฺวา มยฺหํ กเถยฺยาสี’’ติ อาหฯ
Atha naṃ purato aññatarasmiṃ gāmadvāre ekā taruṇitthī disvā tatheva pucchitvā ‘‘ahaṃ neva sāmikassa gehe vasituṃ sakkomi, na kulagehe, tattha kiṃ kāraṇanti rājānaṃ pucchitvā paccāgantvā mayhaṃ katheyyāsī’’ti āha.
อถ นํ ตโต ปรภาเค มหามคฺคสมีเป เอกสฺมิํ วมฺมิเก วสโนฺต สโปฺป ทิสฺวา ‘‘คามณิจนฺท, กหํ ยาสี’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘ราชานํ ปสฺสิตุ’’นฺติ วุเตฺต ‘‘ราชา กิร ปณฺฑิโต, สาสนํ เม หรา’’ติ วตฺวา ‘‘อหํ โคจรตฺถาย คมนกาเล ฉาตชฺฌโตฺต มิลาตสรีโร วมฺมิกโต นิกฺขมโนฺต สรีเรน พิลํ ปูเรตฺวา สรีรํ กเฑฺฒโนฺต กิเจฺฉน นิกฺขมามิ, โคจรํ จริตฺวา อาคโต ปน สุหิโต ถูลสรีโร หุตฺวา ปวิสโนฺต พิลปสฺสานิ อผุสโนฺต สหสาว ปวิสามิ, ตตฺถ กิํ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺฉิตฺวา มยฺหํ กเถยฺยาสี’’ติ อาหฯ
Atha naṃ tato parabhāge mahāmaggasamīpe ekasmiṃ vammike vasanto sappo disvā ‘‘gāmaṇicanda, kahaṃ yāsī’’ti pucchitvā ‘‘rājānaṃ passitu’’nti vutte ‘‘rājā kira paṇḍito, sāsanaṃ me harā’’ti vatvā ‘‘ahaṃ gocaratthāya gamanakāle chātajjhatto milātasarīro vammikato nikkhamanto sarīrena bilaṃ pūretvā sarīraṃ kaḍḍhento kicchena nikkhamāmi, gocaraṃ caritvā āgato pana suhito thūlasarīro hutvā pavisanto bilapassāni aphusanto sahasāva pavisāmi, tattha kiṃ kāraṇanti rājānaṃ pucchitvā mayhaṃ katheyyāsī’’ti āha.
อถ นํ ปุรโต เอโก มิโค ทิสฺวา ตเถว ปุจฺฉิตฺวา ‘‘อหํ อญฺญตฺถ ติณํ ขาทิตุํ น สโกฺกมิ, เอกสฺมิํเยว รุกฺขมูเล สโกฺกมิ, ตตฺถ กิํ การณนฺติ ราชานํ ปุเจฺฉยฺยาสี’’ติ อาหฯ
Atha naṃ purato eko migo disvā tatheva pucchitvā ‘‘ahaṃ aññattha tiṇaṃ khādituṃ na sakkomi, ekasmiṃyeva rukkhamūle sakkomi, tattha kiṃ kāraṇanti rājānaṃ puccheyyāsī’’ti āha.
อถ นํ ตโต ปรภาเค เอโก ติตฺติโร ทิสฺวา ตเถว ปุจฺฉิตฺวา ‘‘อหํ เอกสฺมิํเยว วมฺมิกปาเท นิสีทิตฺวา วสฺสโนฺต มนาปํ กริตฺวา วสฺสิตุํ สโกฺกมิ, เสสฎฺฐาเนสุ นิสิโนฺน น สโกฺกมิ, ตตฺถ กิํ การณนฺติ ราชานํ ปุเจฺฉยฺยาสี’’ติ อาหฯ
Atha naṃ tato parabhāge eko tittiro disvā tatheva pucchitvā ‘‘ahaṃ ekasmiṃyeva vammikapāde nisīditvā vassanto manāpaṃ karitvā vassituṃ sakkomi, sesaṭṭhānesu nisinno na sakkomi, tattha kiṃ kāraṇanti rājānaṃ puccheyyāsī’’ti āha.
อถ นํ ปุรโต เอกา รุกฺขเทวตา ทิสฺวา ‘‘จนฺท, กหํ ยาสี’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘รโญฺญ สนฺติก’’นฺติ วุเตฺต ‘‘ราชา กิร ปณฺฑิโต, อหํ ปุเพฺพ สกฺการปฺปโตฺต อโหสิํ, อิทานิ ปน ปลฺลวมุฎฺฐิมตฺตมฺปิ น ลภามิ, ตตฺถ กิํ การณนฺติ ราชานํ ปุเจฺฉยฺยาสี’’ติ อาหฯ
Atha naṃ purato ekā rukkhadevatā disvā ‘‘canda, kahaṃ yāsī’’ti pucchitvā ‘‘rañño santika’’nti vutte ‘‘rājā kira paṇḍito, ahaṃ pubbe sakkārappatto ahosiṃ, idāni pana pallavamuṭṭhimattampi na labhāmi, tattha kiṃ kāraṇanti rājānaṃ puccheyyāsī’’ti āha.
ตโต อปรภาเค เอโก นาคราชา ตํ ทิสฺวา ตเถว ปุจฺฉิตฺวา ‘‘ราชา กิร ปณฺฑิโต, ปุเพฺพ อิมสฺมิํ สเร อุทกํ ปสนฺนํ มณิวณฺณํ, อิทานิ อาวิลํ ปณฺณกเสวาลปริโยนทฺธํ, ตตฺถ กิํ การณนฺติ ราชานํ ปุเจฺฉยฺยาสี’’ติ อาหฯ
Tato aparabhāge eko nāgarājā taṃ disvā tatheva pucchitvā ‘‘rājā kira paṇḍito, pubbe imasmiṃ sare udakaṃ pasannaṃ maṇivaṇṇaṃ, idāni āvilaṃ paṇṇakasevālapariyonaddhaṃ, tattha kiṃ kāraṇanti rājānaṃ puccheyyāsī’’ti āha.
อถ นํ ปุรโต นครสฺส อาสนฺนฎฺฐาเน เอกสฺมิํ อาราเม วสนฺตา ตาปสา ทิสฺวา ตเถว ปุจฺฉิตฺวา ‘‘ราชา กิร ปณฺฑิโต, ปุเพฺพ อิมสฺมิํ อาราเม ผลาผลานิ มธุรานิ อเหสุํ, อิทานิ นิโรชานิ กสฎานิ ชาตานิ, ตตฺถ กิํ การณนฺติ ราชานํ ปุเจฺฉยฺยาสี’’ติ อาหํสุฯ
Atha naṃ purato nagarassa āsannaṭṭhāne ekasmiṃ ārāme vasantā tāpasā disvā tatheva pucchitvā ‘‘rājā kira paṇḍito, pubbe imasmiṃ ārāme phalāphalāni madhurāni ahesuṃ, idāni nirojāni kasaṭāni jātāni, tattha kiṃ kāraṇanti rājānaṃ puccheyyāsī’’ti āhaṃsu.
ตโต นํ ปุรโต คนฺตฺวา นครทฺวารสมีเป เอกิสฺสํ สาลายํ พฺราหฺมณมาณวกา ทิสฺวา ‘‘กหํ, โภ จนฺท, คจฺฉสี’’ติ วตฺวา ‘‘รโญฺญ สนฺติก’’นฺติ วุเตฺต ‘‘เตน หิ โน สาสนํ คเหตฺวา คจฺฉ, อมฺหากญฺหิ ปุเพฺพ คหิตคหิตฎฺฐานํ ปากฎํ อโหสิ, อิทานิ ปน ฉิทฺทฆเฎ อุทกํ วิย น สณฺฐาติ น ปญฺญายติ, อนฺธกาโร วิย โหติ, ตตฺถ กิํ การณนฺติ ราชานํ ปุเจฺฉยฺยาสี’’ติ อาหํสุฯ
Tato naṃ purato gantvā nagaradvārasamīpe ekissaṃ sālāyaṃ brāhmaṇamāṇavakā disvā ‘‘kahaṃ, bho canda, gacchasī’’ti vatvā ‘‘rañño santika’’nti vutte ‘‘tena hi no sāsanaṃ gahetvā gaccha, amhākañhi pubbe gahitagahitaṭṭhānaṃ pākaṭaṃ ahosi, idāni pana chiddaghaṭe udakaṃ viya na saṇṭhāti na paññāyati, andhakāro viya hoti, tattha kiṃ kāraṇanti rājānaṃ puccheyyāsī’’ti āhaṃsu.
คามณิจโนฺท อิมานิ ทส สาสนานิ คเหตฺวา รโญฺญ สนฺติกํ อคมาสิฯ ราชา วินิจฺฉยฎฺฐาเน นิสิโนฺน อโหสิฯ โคณสามิโก คามณิจนฺทํ คเหตฺวา ราชานํ อุปสงฺกมิฯ ราชา คามณิจนฺทํ ทิสฺวา สญฺชานิตฺวา ‘‘อยํ อมฺหากํ ปิตุ อุปฎฺฐาโก, อเมฺห อุกฺขิปิตฺวา ปริหริ, กหํ นุ โข เอตฺตกํ กาลํ วสี’’ติ จิเนฺตตฺวา ‘‘อโมฺภ คามณิจนฺท, กหํ เอตฺตกํ กาลํ วสสิ, จิรกาลโต ปฎฺฐาย น ปญฺญายสิ, เกนเตฺถน อาคโตสี’’ติ อาหฯ ‘‘อาม, เทว, อมฺหากํ เทวสฺส สคฺคคตกาลโต ปฎฺฐาย ชนปทํ คนฺตฺวา กสิกมฺมํ กตฺวา ชีวามิ, ตโต มํ อยํ ปุริโส โคณอฑฺฑการณา ราชทูตํ ทเสฺสตฺวา ตุมฺหากํ สนฺติกํ อากฑฺฒี’’ติฯ ‘‘อนากฑฺฒิยมาโน นาคเจฺฉยฺยาสิ’’, ‘‘อากฑฺฒิตภาโวเยว โสภโน, อิทานิ ตํ ทฎฺฐุํ ลภามิ, กหํ โส ปุริโส’’ติ? ‘‘อยํ, เทวา’’ติฯ ‘‘สจฺจํ กิร, โภ, อมฺหากํ จนฺทสฺส ทูตํ ทเสฺสสี’’ติ? ‘‘สจฺจํ, เทวา’’ติฯ ‘‘กิํ การณา’’ติ? ‘‘อยํ เม เทว เทฺว โคเณ น เทตี’’ติฯ ‘‘สจฺจํ กิร, จนฺทา’’ติฯ ‘‘เตน หิ, เทว, มยฺหมฺปิ วจนํ สุณาถา’’ติ สพฺพํ ปวตฺติํ กเถสิฯ ตํ สุตฺวา ราชา โคณสามิกํ ปุจฺฉิ – ‘‘กิํ, โภ, ตว เคหํ ปวิสเนฺต โคเณ อทฺทสา’’ติฯ ‘‘นาทฺทสํ, เทวา’’ติฯ ‘‘กิํ, โภ, มํ ‘อาทาสมุขราชา นามา’ติ กเถนฺตานํ น สุตปุพฺพํ ตยา, วิสฺสโตฺถ กเถหี’’ติ? ‘‘อทฺทสํ, เทวา’’ติฯ ‘‘โภ จนฺท, โคณานํ อนิยฺยาทิตตฺตา โคณา ตว คีวา, อยํ ปน ปุริโส ทิสฺวาว ‘น ปสฺสามี’ติ สมฺปชานมุสาวาทํ ภณิ, ตสฺมา ตฺวเญฺญว กมฺมิโก หุตฺวา อิมสฺส จ ปุริสสฺส ปชาปติยาย จสฺส อกฺขีนิ อุปฺปาเฎตฺวา สยํ โคณมูลํ จตุวีสติ กหาปเณ เทหี’’ติฯ เอวํ วุเตฺต โคณสามิกํ พหิ กริํสุฯ โส ‘‘อกฺขีสุ อุปฺปาฎิเตสุ จตุวีสติกหาปเณหิ กิํ กริสฺสามี’’ติ คามณิจนฺทสฺส ปาเทสุ ปติตฺวา ‘‘สามิ จนฺท, โคณมูลกหาปณา ตุเยฺหว โหนฺตุ, อิเม จ คณฺหาหี’’ติ อเญฺญปิ กหาปเณ ทตฺวา ปลายิฯ
Gāmaṇicando imāni dasa sāsanāni gahetvā rañño santikaṃ agamāsi. Rājā vinicchayaṭṭhāne nisinno ahosi. Goṇasāmiko gāmaṇicandaṃ gahetvā rājānaṃ upasaṅkami. Rājā gāmaṇicandaṃ disvā sañjānitvā ‘‘ayaṃ amhākaṃ pitu upaṭṭhāko, amhe ukkhipitvā parihari, kahaṃ nu kho ettakaṃ kālaṃ vasī’’ti cintetvā ‘‘ambho gāmaṇicanda, kahaṃ ettakaṃ kālaṃ vasasi, cirakālato paṭṭhāya na paññāyasi, kenatthena āgatosī’’ti āha. ‘‘Āma, deva, amhākaṃ devassa saggagatakālato paṭṭhāya janapadaṃ gantvā kasikammaṃ katvā jīvāmi, tato maṃ ayaṃ puriso goṇaaḍḍakāraṇā rājadūtaṃ dassetvā tumhākaṃ santikaṃ ākaḍḍhī’’ti. ‘‘Anākaḍḍhiyamāno nāgaccheyyāsi’’, ‘‘ākaḍḍhitabhāvoyeva sobhano, idāni taṃ daṭṭhuṃ labhāmi, kahaṃ so puriso’’ti? ‘‘Ayaṃ, devā’’ti. ‘‘Saccaṃ kira, bho, amhākaṃ candassa dūtaṃ dassesī’’ti? ‘‘Saccaṃ, devā’’ti. ‘‘Kiṃ kāraṇā’’ti? ‘‘Ayaṃ me deva dve goṇe na detī’’ti. ‘‘Saccaṃ kira, candā’’ti. ‘‘Tena hi, deva, mayhampi vacanaṃ suṇāthā’’ti sabbaṃ pavattiṃ kathesi. Taṃ sutvā rājā goṇasāmikaṃ pucchi – ‘‘kiṃ, bho, tava gehaṃ pavisante goṇe addasā’’ti. ‘‘Nāddasaṃ, devā’’ti. ‘‘Kiṃ, bho, maṃ ‘ādāsamukharājā nāmā’ti kathentānaṃ na sutapubbaṃ tayā, vissattho kathehī’’ti? ‘‘Addasaṃ, devā’’ti. ‘‘Bho canda, goṇānaṃ aniyyāditattā goṇā tava gīvā, ayaṃ pana puriso disvāva ‘na passāmī’ti sampajānamusāvādaṃ bhaṇi, tasmā tvaññeva kammiko hutvā imassa ca purisassa pajāpatiyāya cassa akkhīni uppāṭetvā sayaṃ goṇamūlaṃ catuvīsati kahāpaṇe dehī’’ti. Evaṃ vutte goṇasāmikaṃ bahi kariṃsu. So ‘‘akkhīsu uppāṭitesu catuvīsatikahāpaṇehi kiṃ karissāmī’’ti gāmaṇicandassa pādesu patitvā ‘‘sāmi canda, goṇamūlakahāpaṇā tuyheva hontu, ime ca gaṇhāhī’’ti aññepi kahāpaṇe datvā palāyi.
ตโต ทุติโย อาห – ‘‘อยํ, เทว, มม ปชาปติํ ปหริตฺวา คพฺภํ ปาเตสี’’ติฯ ‘‘สจฺจํ จนฺทา’’ติ? ‘‘สุโณหิ มหาราชา’’ติ จโนฺท สพฺพํ วิตฺถาเรตฺวา กเถสิฯ อถ นํ ราชา ‘‘กิํ ปน ตฺวํ เอตสฺส ปชาปติํ ปหริตฺวา คพฺภํ ปาเตสี’’ติ ปุจฺฉิฯ ‘‘น ปาเตมิ, เทวา’’ติ ฯ ‘‘อโมฺภ สกฺขิสฺสสิ ตฺวํ อิมินา คพฺภสฺส ปาติตภาวํ สาเธตุ’’นฺติ? ‘‘น สโกฺกมิ, เทวา’’ติฯ ‘‘อิทานิ กิํ กโรสี’’ติ? ‘‘เทว, ปุตฺตํ เม ลทฺธุํ วฎฺฎตี’’ติฯ ‘‘เตน หิ, อโมฺภ จนฺท, ตฺวํ เอตสฺส ปชาปติํ ตว เคเห กริตฺวา ยทา ปุตฺตวิชาตา โหติ, ตทา นํ เนตฺวา เอตเสฺสว เทหี’’ติฯ โสปิ คามณิจนฺทสฺส ปาเทสุ ปติตฺวา ‘‘มา เม, สามิ, เคหํ, ภินฺที’’ติ กหาปเณ ทตฺวา ปลายิฯ
Tato dutiyo āha – ‘‘ayaṃ, deva, mama pajāpatiṃ paharitvā gabbhaṃ pātesī’’ti. ‘‘Saccaṃ candā’’ti? ‘‘Suṇohi mahārājā’’ti cando sabbaṃ vitthāretvā kathesi. Atha naṃ rājā ‘‘kiṃ pana tvaṃ etassa pajāpatiṃ paharitvā gabbhaṃ pātesī’’ti pucchi. ‘‘Na pātemi, devā’’ti . ‘‘Ambho sakkhissasi tvaṃ iminā gabbhassa pātitabhāvaṃ sādhetu’’nti? ‘‘Na sakkomi, devā’’ti. ‘‘Idāni kiṃ karosī’’ti? ‘‘Deva, puttaṃ me laddhuṃ vaṭṭatī’’ti. ‘‘Tena hi, ambho canda, tvaṃ etassa pajāpatiṃ tava gehe karitvā yadā puttavijātā hoti, tadā naṃ netvā etasseva dehī’’ti. Sopi gāmaṇicandassa pādesu patitvā ‘‘mā me, sāmi, gehaṃ, bhindī’’ti kahāpaṇe datvā palāyi.
อถ ตติโย อาคนฺตฺวา ‘‘อิมินา เม, เทว, ปหริตฺวา อสฺสสฺส ปาโท ภิโนฺน’’ติ อาหฯ ‘‘สจฺจํ จนฺทา’’ติฯ ‘‘สุโณหิ, มหาราชา’’ติ จโนฺท ตํ ปวตฺติํ วิตฺถาเรน กเถสิฯ ตํ สุตฺวา ราชา อสฺสโคปกํ อาห – ‘‘สจฺจํ กิร ตฺวํ ‘อสฺสํ ปหริตฺวา นิวเตฺตหี’ติ กเถสี’’ติฯ ‘‘น กเถมิ, เทวา’’ติฯ โส ปุนวาเร ปุจฺฉิโต ‘‘อาม, กเถมี’’ติ อาหฯ ราชา จนฺทํ อามเนฺตตฺวา ‘‘อโมฺภ จนฺท, อยํ กเถตฺวาว ‘น กเถมี’ติ มุสาวาทํ วทติ, ตฺวํ เอตสฺส ชิวฺหํ ฉินฺทิตฺวา อสฺสมูลํ อมฺหากํ สนฺติกา คเหตฺวา สหสฺสํ เทหี’’ติ อาหฯ อสฺสโคปโก อปเรปิ กหาปเณ ทตฺวา ปลายิฯ
Atha tatiyo āgantvā ‘‘iminā me, deva, paharitvā assassa pādo bhinno’’ti āha. ‘‘Saccaṃ candā’’ti. ‘‘Suṇohi, mahārājā’’ti cando taṃ pavattiṃ vitthārena kathesi. Taṃ sutvā rājā assagopakaṃ āha – ‘‘saccaṃ kira tvaṃ ‘assaṃ paharitvā nivattehī’ti kathesī’’ti. ‘‘Na kathemi, devā’’ti. So punavāre pucchito ‘‘āma, kathemī’’ti āha. Rājā candaṃ āmantetvā ‘‘ambho canda, ayaṃ kathetvāva ‘na kathemī’ti musāvādaṃ vadati, tvaṃ etassa jivhaṃ chinditvā assamūlaṃ amhākaṃ santikā gahetvā sahassaṃ dehī’’ti āha. Assagopako aparepi kahāpaṇe datvā palāyi.
ตโต นฬการปุโตฺต ‘‘อยํ เม, เทว, ปิตุฆาตกโจโร’’ติ อาหฯ ‘‘สจฺจํ กิร, จนฺทา’’ติฯ ‘‘สุโณหิ, เทวา’’ติ จโนฺท ตมฺปิ การณํ วิตฺถาเรตฺวา กเถสิฯ อถ ราชา นฬการํ อามเนฺตตฺวา ‘‘อิทานิ กิํ กโรสี’’ติ ปุจฺฉิฯ ‘‘เทว เม ปิตรํ ลทฺธุํ วฎฺฎตี’’ติฯ ‘‘อโมฺภ จนฺท, อิมสฺส กิร ปิตรํ ลทฺธุํ วฎฺฎติ, มตกํ ปน น สกฺกา ปุน อาเนตุํ, ตฺวํ อิมสฺส มาตรํ อาเนตฺวา ตว เคเห กตฺวา เอตสฺส ปิตา โหหี’’ติฯ นฬการปุโตฺต ‘‘มา เม, สามิ, มตสฺส ปิตุ เคหํ ภินฺที’’ติ คามณิจนฺทสฺส กหาปเณ ทตฺวา ปลายิฯ
Tato naḷakāraputto ‘‘ayaṃ me, deva, pitughātakacoro’’ti āha. ‘‘Saccaṃ kira, candā’’ti. ‘‘Suṇohi, devā’’ti cando tampi kāraṇaṃ vitthāretvā kathesi. Atha rājā naḷakāraṃ āmantetvā ‘‘idāni kiṃ karosī’’ti pucchi. ‘‘Deva me pitaraṃ laddhuṃ vaṭṭatī’’ti. ‘‘Ambho canda, imassa kira pitaraṃ laddhuṃ vaṭṭati, matakaṃ pana na sakkā puna ānetuṃ, tvaṃ imassa mātaraṃ ānetvā tava gehe katvā etassa pitā hohī’’ti. Naḷakāraputto ‘‘mā me, sāmi, matassa pitu gehaṃ bhindī’’ti gāmaṇicandassa kahāpaṇe datvā palāyi.
คามณิจโนฺท อเฑฺฑ ชยํ ปตฺวา ตุฎฺฐจิโตฺต ราชานํ อาห – ‘‘อตฺถิ, เทว, ตุมฺหากํ เกหิจิ สาสนํ ปหิตํ, ตํ โว กเถมี’’ติฯ ‘‘กเถหิ, จนฺทา’’ติฯ จโนฺท พฺราหฺมณมาณวกานํ สาสนํ อาทิํ กตฺวา ปฎิโลมกฺกเมน เอเกกํ กถํ กเถสิฯ ราชา ปฎิปาฎิยา วิสฺสเชฺชสิฯ
Gāmaṇicando aḍḍe jayaṃ patvā tuṭṭhacitto rājānaṃ āha – ‘‘atthi, deva, tumhākaṃ kehici sāsanaṃ pahitaṃ, taṃ vo kathemī’’ti. ‘‘Kathehi, candā’’ti. Cando brāhmaṇamāṇavakānaṃ sāsanaṃ ādiṃ katvā paṭilomakkamena ekekaṃ kathaṃ kathesi. Rājā paṭipāṭiyā vissajjesi.
กถํ? ปฐมํ ตาว สาสนํ สุตฺวา ‘‘ปุเพฺพ เตสํ วสนฎฺฐาเน เวลํ ชานิตฺวา วสฺสนกุกฺกุโฎ อโหสิ, เตสํ เตน สเทฺทน อุฎฺฐาย มเนฺต คเหตฺวา สชฺฌายํ กโรนฺตานเญฺญว อรุโณ อุคฺคจฺฉติ, เตน เตสํ คหิตคหิตํ น นสฺสติฯ อิทานิ ปน เนสํ วสนฎฺฐาเน อเวลาย วสฺสนกกุกฺกุโฎ อตฺถิ, โส อติรตฺติํ วา วสฺสติ อติปภาเต วา, อติรตฺติํ วสฺสนฺตสฺส ตสฺส สเทฺทน อุฎฺฐาย มเนฺต คเหตฺวา นิทฺทาภิภูตา สชฺฌายํ อกตฺวาว ปุน สยนฺติ , อติปภาเต วสฺสนฺตสฺส สเทฺทน อุฎฺฐาย สชฺฌายิตุํ น ลภนฺติ, เตน เตสํ คหิตคหิตํ น ปญฺญายตี’’ติ อาหฯ
Kathaṃ? Paṭhamaṃ tāva sāsanaṃ sutvā ‘‘pubbe tesaṃ vasanaṭṭhāne velaṃ jānitvā vassanakukkuṭo ahosi, tesaṃ tena saddena uṭṭhāya mante gahetvā sajjhāyaṃ karontānaññeva aruṇo uggacchati, tena tesaṃ gahitagahitaṃ na nassati. Idāni pana nesaṃ vasanaṭṭhāne avelāya vassanakakukkuṭo atthi, so atirattiṃ vā vassati atipabhāte vā, atirattiṃ vassantassa tassa saddena uṭṭhāya mante gahetvā niddābhibhūtā sajjhāyaṃ akatvāva puna sayanti , atipabhāte vassantassa saddena uṭṭhāya sajjhāyituṃ na labhanti, tena tesaṃ gahitagahitaṃ na paññāyatī’’ti āha.
ทุติยํ สุตฺวา ‘‘เต ปุเพฺพ สมณธมฺมํ กโรนฺตา กสิณปริกเมฺม ยุตฺตปยุตฺตา อเหสุํฯ อิทานิ ปน สมณธมฺมํ วิสฺสเชฺชตฺวา อกตฺตเพฺพสุ ยุตฺตปยุตฺตา อาราเม อุปฺปนฺนานิ ผลาผลานิ อุปฎฺฐากานํ ทตฺวา ปิณฺฑปฎิปิณฺฑเกน มิจฺฉาชีเวน ชีวิกํ กเปฺปนฺติ, เตน เนสํ ผลาผลานิ น มธุรานิ ชาตานิฯ สเจ ปน เต ปุเพฺพ วิย ปุน สมณธเมฺม ยุตฺตปยุตฺตา ภวิสฺสนฺติ, ปุน เตสํ ผลาผลานิ มธุรานิ ภวิสฺสนฺติฯ เต ตาปสา ราชกุลานํ ปณฺฑิตภาวํ น ชานนฺติ, สมณธมฺมํ เตสํ กาตุํ วเทหี’’ติ อาหฯ
Dutiyaṃ sutvā ‘‘te pubbe samaṇadhammaṃ karontā kasiṇaparikamme yuttapayuttā ahesuṃ. Idāni pana samaṇadhammaṃ vissajjetvā akattabbesu yuttapayuttā ārāme uppannāni phalāphalāni upaṭṭhākānaṃ datvā piṇḍapaṭipiṇḍakena micchājīvena jīvikaṃ kappenti, tena nesaṃ phalāphalāni na madhurāni jātāni. Sace pana te pubbe viya puna samaṇadhamme yuttapayuttā bhavissanti, puna tesaṃ phalāphalāni madhurāni bhavissanti. Te tāpasā rājakulānaṃ paṇḍitabhāvaṃ na jānanti, samaṇadhammaṃ tesaṃ kātuṃ vadehī’’ti āha.
ตติยํ สุตฺวา ‘‘เต นาคราชาโน อญฺญมญฺญํ กลหํ กโรนฺติ, เตน ตํ อุทกํ อาวิลํ ชาตํฯ สเจ เต ปุเพฺพ วิย สมคฺคา ภวิสฺสนฺติ, ปุน ปสนฺนํ ภวิสฺสตี’’ติ อาหฯ
Tatiyaṃ sutvā ‘‘te nāgarājāno aññamaññaṃ kalahaṃ karonti, tena taṃ udakaṃ āvilaṃ jātaṃ. Sace te pubbe viya samaggā bhavissanti, puna pasannaṃ bhavissatī’’ti āha.
จตุตฺถํ สุตฺวา ‘‘สา รุกฺขเทวตา ปุเพฺพ อฎวิยํ ปฎิปเนฺน มนุเสฺส รกฺขติ, ตสฺมา นานปฺปการํ พลิกมฺมํ ลภติฯ อิทานิ ปน อารกฺขํ น กโรติ, ตสฺมา พลิกมฺมํ น ลภติฯ สเจ ปุเพฺพ วิย อารกฺขํ กริสฺสติ, ปุน ลาภคฺคปฺปตฺตา ภวิสฺสติฯ สา ราชูนํ อตฺถิภาวํ น ชานาติ, ตสฺมา อฎวิอารุฬฺหมนุสฺสานํ อารกฺขํ กาตุํ วเทหี’’ติ อาหฯ
Catutthaṃ sutvā ‘‘sā rukkhadevatā pubbe aṭaviyaṃ paṭipanne manusse rakkhati, tasmā nānappakāraṃ balikammaṃ labhati. Idāni pana ārakkhaṃ na karoti, tasmā balikammaṃ na labhati. Sace pubbe viya ārakkhaṃ karissati, puna lābhaggappattā bhavissati. Sā rājūnaṃ atthibhāvaṃ na jānāti, tasmā aṭaviāruḷhamanussānaṃ ārakkhaṃ kātuṃ vadehī’’ti āha.
ปญฺจมํ สุตฺวา ‘‘ยสฺมิํ วมฺมิกปาเท นิสีทิตฺวา โส ติตฺติโร มนาปํ วสฺสติ, ตสฺส เหฎฺฐา มหนฺตี นิธิกุมฺภิ อตฺถิ, ตํ อุทฺธริตฺวา ตฺวํ คณฺหาหี’’ติ อาหฯ
Pañcamaṃ sutvā ‘‘yasmiṃ vammikapāde nisīditvā so tittiro manāpaṃ vassati, tassa heṭṭhā mahantī nidhikumbhi atthi, taṃ uddharitvā tvaṃ gaṇhāhī’’ti āha.
ฉฎฺฐํ สุตฺวา ‘‘ยสฺส รุกฺขสฺส มูเล โส มิโค ติณานิ ขาทิตุํ สโกฺกติ, ตสฺส รุกฺขสฺส อุปริ มหนฺตํ ภมรมธุ อตฺถิ, โส มธุมกฺขิเตสุ ติเณสุ ปลุโทฺธ อญฺญานิ ขาทิตุํ น สโกฺกติ, ตฺวํ ตํ มธุปฎลํ หริตฺวา อคฺคมธุํ อมฺหากํ ปหิณ, เสสํ อตฺตนา ปริภุญฺชา’’ติ อาหฯ
Chaṭṭhaṃ sutvā ‘‘yassa rukkhassa mūle so migo tiṇāni khādituṃ sakkoti, tassa rukkhassa upari mahantaṃ bhamaramadhu atthi, so madhumakkhitesu tiṇesu paluddho aññāni khādituṃ na sakkoti, tvaṃ taṃ madhupaṭalaṃ haritvā aggamadhuṃ amhākaṃ pahiṇa, sesaṃ attanā paribhuñjā’’ti āha.
สตฺตมํ สุตฺวา ‘‘ยสฺมิํ วมฺมิเก โส สโปฺป วสติ, ตสฺส เหฎฺฐา มหนฺตี นิธิกุมฺภิ อตฺถิ, โส ตํ รกฺขมาโน วสโนฺต นิกฺขมนกาเล ธนโลเภน สรีรํ สิถิลํ กตฺวา ลคฺคโนฺต นิกฺขมติ, โคจรํ คเหตฺวา ธนสิเนเหน อลคฺคโนฺต เวเคน สหสา ปวิสติฯ ตํ นิธิกุมฺภิํ อุทฺธริตฺวา ตฺวํ คณฺหาหี’’ติ อาหฯ
Sattamaṃ sutvā ‘‘yasmiṃ vammike so sappo vasati, tassa heṭṭhā mahantī nidhikumbhi atthi, so taṃ rakkhamāno vasanto nikkhamanakāle dhanalobhena sarīraṃ sithilaṃ katvā lagganto nikkhamati, gocaraṃ gahetvā dhanasinehena alagganto vegena sahasā pavisati. Taṃ nidhikumbhiṃ uddharitvā tvaṃ gaṇhāhī’’ti āha.
อฎฺฐมํ สุตฺวา ‘‘ตสฺสา ตรุณิตฺถิยา สามิกสฺส จ มาตาปิตูนญฺจ วสนคามานํ อนฺตเร เอกสฺมิํ คามเก ชาโร อตฺถิฯ สา ตํ สริตฺวา ตสฺมิํ สิเนเหน สามิกสฺส เคเห วสิตุํ อสโกฺกนฺตี ‘มาตาปิตโร ปสฺสิสฺสามี’ติ ชารสฺส เคเห กติปาหํ วสิตฺวา มาตาปิตูนํ เคหํ คจฺฉติ, ตตฺถ กติปาหํ วสิตฺวา ปุน ชารํ สริตฺวา ‘สามิกสฺส เคหํ คมิสฺสามี’ติ ปุน ชารเสฺสว เคหํ คจฺฉติฯ ตสฺสา อิตฺถิยา ราชูนํ อตฺถิภาวํ อาจิกฺขิตฺวา ‘สามิกเสฺสว กิร เคเห วสตุฯ สเจ ตํ ราชา คณฺหาเปติ, ชีวิตํ เต นตฺถิ, อปฺปมาทํ กาตุํ วฎฺฎตี’ติ ตสฺสา กเถหี’’ติ อาหฯ
Aṭṭhamaṃ sutvā ‘‘tassā taruṇitthiyā sāmikassa ca mātāpitūnañca vasanagāmānaṃ antare ekasmiṃ gāmake jāro atthi. Sā taṃ saritvā tasmiṃ sinehena sāmikassa gehe vasituṃ asakkontī ‘mātāpitaro passissāmī’ti jārassa gehe katipāhaṃ vasitvā mātāpitūnaṃ gehaṃ gacchati, tattha katipāhaṃ vasitvā puna jāraṃ saritvā ‘sāmikassa gehaṃ gamissāmī’ti puna jārasseva gehaṃ gacchati. Tassā itthiyā rājūnaṃ atthibhāvaṃ ācikkhitvā ‘sāmikasseva kira gehe vasatu. Sace taṃ rājā gaṇhāpeti, jīvitaṃ te natthi, appamādaṃ kātuṃ vaṭṭatī’ti tassā kathehī’’ti āha.
นวมํ สุตฺวา ‘‘สา คณิกา ปุเพฺพ เอกสฺส หตฺถโต ภติํ คเหตฺวา ตํ อชีราเปตฺวา อญฺญสฺส หตฺถโต น คณฺหาติ, เตนสฺสา ปุเพฺพ พหุํ อุปฺปชฺชิฯ อิทานิ ปน อตฺตโน ธมฺมตํ วิสฺสเชฺชตฺวา เอกสฺส หตฺถโต คหิตํ อชีราเปตฺวาว อญฺญสฺส หตฺถโต คณฺหาติ, ปุริมสฺส โอกาสํ อกตฺวา ปจฺฉิมสฺส กโรติ, เตนสฺสา ภติ น อุปฺปชฺชติ, น เกจิ นํ อุปสงฺกมนฺติฯ สเจ อตฺตโน ธเมฺม ฐสฺสติ, ปุพฺพสทิสาว ภวิสฺสติฯ อตฺตโน ธเมฺม ฐาตุมสฺสา กเถหี’’ติ อาหฯ
Navamaṃ sutvā ‘‘sā gaṇikā pubbe ekassa hatthato bhatiṃ gahetvā taṃ ajīrāpetvā aññassa hatthato na gaṇhāti, tenassā pubbe bahuṃ uppajji. Idāni pana attano dhammataṃ vissajjetvā ekassa hatthato gahitaṃ ajīrāpetvāva aññassa hatthato gaṇhāti, purimassa okāsaṃ akatvā pacchimassa karoti, tenassā bhati na uppajjati, na keci naṃ upasaṅkamanti. Sace attano dhamme ṭhassati, pubbasadisāva bhavissati. Attano dhamme ṭhātumassā kathehī’’ti āha.
ทสมํ สุตฺวา ‘‘โส คามโภชโก ปุเพฺพ ธเมฺมน สเมน อฑฺฑํ วินิจฺฉินิ, เตน มนุสฺสานํ ปิโย อโหสิ มนาโป, สมฺปิยายมานา จสฺส มนุสฺสา พหุปณฺณาการํ อาหริํสุ, เตน อภิรูโป ธนวา ยสสมฺปโนฺน อโหสิฯ อิทานิ ปน ลญฺชวิตฺตโก หุตฺวา อธเมฺมน อฑฺฑํ วินิจฺฉินติ, เตน ทุคฺคโต กปโณ หุตฺวา ปณฺฑุโรเคน อภิภูโตฯ สเจ ปุเพฺพ วิย ธเมฺมน อฑฺฑํ วินิจฺฉินิสฺสติ, ปุน ปุพฺพสทิโส ภวิสฺสติฯ โส รโญฺญ อตฺถิภาวํ น ชานาติ, ธเมฺมน อฑฺฑํ วินิจฺฉินิตุมสฺส กเถหี’’ติ อาหฯ
Dasamaṃ sutvā ‘‘so gāmabhojako pubbe dhammena samena aḍḍaṃ vinicchini, tena manussānaṃ piyo ahosi manāpo, sampiyāyamānā cassa manussā bahupaṇṇākāraṃ āhariṃsu, tena abhirūpo dhanavā yasasampanno ahosi. Idāni pana lañjavittako hutvā adhammena aḍḍaṃ vinicchinati, tena duggato kapaṇo hutvā paṇḍurogena abhibhūto. Sace pubbe viya dhammena aḍḍaṃ vinicchinissati, puna pubbasadiso bhavissati. So rañño atthibhāvaṃ na jānāti, dhammena aḍḍaṃ vinicchinitumassa kathehī’’ti āha.
อิติ โส คามณิจโนฺท อิมานิ เอตฺตกานิ สาสนานิ รโญฺญ อาโรเจสิ, ราชา อตฺตโน ปญฺญาย สพฺพานิปิ ตานิ สพฺพญฺญุพุโทฺธ วิย พฺยากริตฺวา คามณิจนฺทสฺส พหุํ ธนํ ทตฺวา ตสฺส วสนคามํ พฺรหฺมเทยฺยํ กตฺวา ตเสฺสว ทตฺวา อุโยฺยเชสิฯ โส นครา นิกฺขมิตฺวา โพธิสเตฺตน ทินฺนสาสนํ พฺราหฺมณมาณวกานญฺจ ตาปสานญฺจ นาคราชสฺส จ รุกฺขเทวตาย จ อาโรเจตฺวา ติตฺติรสฺส วสนฎฺฐานโต นิธิํ คเหตฺวา มิคสฺส ติณขาทนฎฺฐาเน รุกฺขโต ภมรมธุํ คเหตฺวา รโญฺญ มธุํ เปเสตฺวา สปฺปสฺส วสนฎฺฐาเน วมฺมิกํ ขณิตฺวา นิธิํ คเหตฺวา ตรุณิตฺถิยา จ คณิกาย จ คามโภชกสฺส จ รโญฺญ กถิตนิยาเมเนว สาสนํ อาโรเจตฺวา มหเนฺตน ยเสน อตฺตโน คามกํ คนฺตฺวา ยาวตายุกํ ฐตฺวา ยถากมฺมํ คโตฯ อาทาสมุขราชาปิ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ชีวิตปริโยสาเน สคฺคปุรํ ปูเรโนฺต คโตฯ
Iti so gāmaṇicando imāni ettakāni sāsanāni rañño ārocesi, rājā attano paññāya sabbānipi tāni sabbaññubuddho viya byākaritvā gāmaṇicandassa bahuṃ dhanaṃ datvā tassa vasanagāmaṃ brahmadeyyaṃ katvā tasseva datvā uyyojesi. So nagarā nikkhamitvā bodhisattena dinnasāsanaṃ brāhmaṇamāṇavakānañca tāpasānañca nāgarājassa ca rukkhadevatāya ca ārocetvā tittirassa vasanaṭṭhānato nidhiṃ gahetvā migassa tiṇakhādanaṭṭhāne rukkhato bhamaramadhuṃ gahetvā rañño madhuṃ pesetvā sappassa vasanaṭṭhāne vammikaṃ khaṇitvā nidhiṃ gahetvā taruṇitthiyā ca gaṇikāya ca gāmabhojakassa ca rañño kathitaniyāmeneva sāsanaṃ ārocetvā mahantena yasena attano gāmakaṃ gantvā yāvatāyukaṃ ṭhatvā yathākammaṃ gato. Ādāsamukharājāpi dānādīni puññāni katvā jīvitapariyosāne saggapuraṃ pūrento gato.
สตฺถา ‘‘น, ภิกฺขเว, ตถาคโต อิทาเนว มหาปโญฺญ, ปุเพฺพปิ มหาปโญฺญเยวา’’ติ วตฺวา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ, สจฺจปริโยสาเน พหู โสตาปนฺนสกทาคามิอนาคามิอรหโนฺต อเหสุํฯ ‘‘ตทา คามณิจโนฺท อานโนฺท อโหสิ, อาทาสมุขราชา ปน อหเมว อโหสิ’’นฺติฯ
Satthā ‘‘na, bhikkhave, tathāgato idāneva mahāpañño, pubbepi mahāpaññoyevā’’ti vatvā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi, saccapariyosāne bahū sotāpannasakadāgāmianāgāmiarahanto ahesuṃ. ‘‘Tadā gāmaṇicando ānando ahosi, ādāsamukharājā pana ahameva ahosi’’nti.
คามณิจนฺทชาตกวณฺณนา สตฺตมาฯ
Gāmaṇicandajātakavaṇṇanā sattamā.
Related texts:
ติปิฎก (มูล) • Tipiṭaka (Mūla) / สุตฺตปิฎก • Suttapiṭaka / ขุทฺทกนิกาย • Khuddakanikāya / ชาตกปาฬิ • Jātakapāḷi / ๒๕๗. คามณิจนฺทชาตกํ • 257. Gāmaṇicandajātakaṃ