Library / Tipiṭaka / ติปิฎก • Tipiṭaka / ชาตก-อฎฺฐกถา • Jātaka-aṭṭhakathā |
[๒๐๒] ๒. เกฬิสีลชาตกวณฺณนา
[202] 2. Keḷisīlajātakavaṇṇanā
หํสา โกญฺจา มยูรา จาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรโนฺต อายสฺมนฺตํ ลกุณฺฑกภทฺทิยํ อารพฺภ กเถสิฯ โส กิรายสฺมา พุทฺธสาสเน ปากโฎ อโหสิ ปญฺญาโต มธุรสฺสโร มธุรธมฺมกถิโก ปฎิสมฺภิทาปฺปโตฺต มหาขีณาสโว อสีติยา มหาเถรานํ อนฺตโร ปมาเณน โอมโก ลกุณฺฑโก สามเณโร วิย, ขุทฺทโก กีฬนตฺถาย กโต วิยฯ ตสฺมิํ เอกทิวสํ ตถาคตํ วนฺทิตฺวา เชตวนโกฎฺฐกํ คเต ชนปทา ติํสมตฺตา ภิกฺขู ‘‘ทสพลํ วนฺทิสฺสามา’’ติ เชตวนํ ปวิสนฺตา วิหารโกฎฺฐเก เถรํ ทิสฺวา ‘‘สามเณโร เอโส’’ติ สญฺญาย เถรํ จีวรกเณฺณ คณฺหนฺตา หเตฺถ คณฺหนฺตา สีสํ คณฺหนฺตา นาสาย ปรามสนฺตา กเณฺณสุ คเหตฺวา จาเลตฺวา หตฺถกุกฺกุจฺจํ กตฺวา ปตฺตจีวรํ ปฎิสาเมตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา นิสีทิตฺวา สตฺถารา มธุรปฎิสนฺถาเร กเต ปุจฺฉิํสุ – ‘‘ภเนฺต, ลกุณฺฑกภทฺทิยเตฺถโร กิร นาเมโก ตุมฺหากํ สาวโก มธุรธมฺมกถิโก อตฺถิ, กหํ โส อิทานี’’ติฯ ‘‘กิํ ปน, ภิกฺขเว, ทฎฺฐุกามตฺถา’’ติ? ‘‘อาม, ภเนฺต’’ติฯ ‘‘ยํ, ภิกฺขเว, ตุเมฺห ทฺวารโกฎฺฐเก ทิสฺวา จีวรกณฺณาทีสุ คณฺหนฺตา หตฺถกุกฺกุจฺจํ กตฺวา อาคตา, เอส โส’’ติฯ ‘‘ภเนฺต, เอวรูโป ปตฺถิตปตฺถโน อภินีหารสมฺปโนฺน สาวโก กิํการณา อเปฺปสโกฺข ชาโต’’ติ? สตฺถา ‘‘อตฺตนา กตปาปกมฺมํ นิสฺสายา’’ติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริฯ
Haṃsākoñcā mayūrā cāti idaṃ satthā jetavane viharanto āyasmantaṃ lakuṇḍakabhaddiyaṃ ārabbha kathesi. So kirāyasmā buddhasāsane pākaṭo ahosi paññāto madhurassaro madhuradhammakathiko paṭisambhidāppatto mahākhīṇāsavo asītiyā mahātherānaṃ antaro pamāṇena omako lakuṇḍako sāmaṇero viya, khuddako kīḷanatthāya kato viya. Tasmiṃ ekadivasaṃ tathāgataṃ vanditvā jetavanakoṭṭhakaṃ gate janapadā tiṃsamattā bhikkhū ‘‘dasabalaṃ vandissāmā’’ti jetavanaṃ pavisantā vihārakoṭṭhake theraṃ disvā ‘‘sāmaṇero eso’’ti saññāya theraṃ cīvarakaṇṇe gaṇhantā hatthe gaṇhantā sīsaṃ gaṇhantā nāsāya parāmasantā kaṇṇesu gahetvā cāletvā hatthakukkuccaṃ katvā pattacīvaraṃ paṭisāmetvā satthāraṃ upasaṅkamitvā vanditvā nisīditvā satthārā madhurapaṭisanthāre kate pucchiṃsu – ‘‘bhante, lakuṇḍakabhaddiyatthero kira nāmeko tumhākaṃ sāvako madhuradhammakathiko atthi, kahaṃ so idānī’’ti. ‘‘Kiṃ pana, bhikkhave, daṭṭhukāmatthā’’ti? ‘‘Āma, bhante’’ti. ‘‘Yaṃ, bhikkhave, tumhe dvārakoṭṭhake disvā cīvarakaṇṇādīsu gaṇhantā hatthakukkuccaṃ katvā āgatā, esa so’’ti. ‘‘Bhante, evarūpo patthitapatthano abhinīhārasampanno sāvako kiṃkāraṇā appesakkho jāto’’ti? Satthā ‘‘attanā katapāpakammaṃ nissāyā’’ti vatvā tehi yācito atītaṃ āhari.
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทเตฺต รชฺชํ กาเรเนฺต โพธิสโตฺต สโกฺก เทวราชา อโหสิฯ ตทา พฺรหฺมทตฺตสฺส ชิณฺณํ ชราปฺปตฺตํ หตฺถิํ วา อสฺสํ วา โคณํ วา ทเสฺสตุํ น สกฺกา, เกฬิสีโล หุตฺวา ตถารูปํ ทิสฺวาว อนุพนฺธาเปติ, ชิณฺณสกฎมฺปิ ทิสฺวา ภินฺทาเปติ, ชิณฺณมาตุคาเม ทิสฺวา ปโกฺกสาเปตฺวา อุทเร ปหราเปตฺวา ปาตาเปตฺวา ปุน อุฎฺฐาเปตฺวา ภายาเปติ , ชิณฺณปุริเส ทิสฺวา ลงฺฆเก วิย ภูมิยํ สํปริวตฺตกาทิกีฬํ กีฬาเปติ, อปสฺสโนฺต ‘‘อสุกฆเร กิร มหลฺลโก อตฺถี’’ติ สุตฺวาปิ ปโกฺกสาเปตฺวา กีฬติฯ มนุสฺสา ลชฺชนฺตา อตฺตโน มาตาปิตโร ติโรรฎฺฐานิ เปเสนฺติ, มาตุปฎฺฐานธโมฺม ปิตุปฎฺฐานธโมฺม ปจฺฉิชฺชิ, ราชเสวกาปิ เกฬิสีลาว อเหสุํฯ มตมตา จตฺตาโร อปาเย ปูเรนฺติ, เทวปริสา ปริหายติฯ
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto sakko devarājā ahosi. Tadā brahmadattassa jiṇṇaṃ jarāppattaṃ hatthiṃ vā assaṃ vā goṇaṃ vā dassetuṃ na sakkā, keḷisīlo hutvā tathārūpaṃ disvāva anubandhāpeti, jiṇṇasakaṭampi disvā bhindāpeti, jiṇṇamātugāme disvā pakkosāpetvā udare paharāpetvā pātāpetvā puna uṭṭhāpetvā bhāyāpeti , jiṇṇapurise disvā laṅghake viya bhūmiyaṃ saṃparivattakādikīḷaṃ kīḷāpeti, apassanto ‘‘asukaghare kira mahallako atthī’’ti sutvāpi pakkosāpetvā kīḷati. Manussā lajjantā attano mātāpitaro tiroraṭṭhāni pesenti, mātupaṭṭhānadhammo pitupaṭṭhānadhammo pacchijji, rājasevakāpi keḷisīlāva ahesuṃ. Matamatā cattāro apāye pūrenti, devaparisā parihāyati.
สโกฺก อภินเว เทวปุเตฺต อปสฺสโนฺต ‘‘กิํ นุ โข การณ’’นฺติ อาวเชฺชโนฺต ตํ การณํ ญตฺวา ‘‘ทเมสฺสามิ น’’นฺติ มหลฺลกวณฺณํ อภินิมฺมินิตฺวา ชิณฺณยานเก เทฺว ตกฺกจาฎิโย อาโรเปตฺวา เทฺว ชรโคเณ โยเชตฺวา เอกสฺมิํ ฉณทิวเส อลงฺกตหตฺถิํ อภิรุหิตฺวา พฺรหฺมทเตฺต อลงฺกตนครํ ปทกฺขิณํ กโรเนฺต ปิโลติกนิวโตฺถ ตํ ยานกํ ปาเชโนฺต รโญฺญ อภิมุโข อคมาสิฯ ราชา ชิณฺณยานกํ ทิสฺวา ‘‘เอตํ ยานกํ อปเนถา’’ติ วทติฯ มนุสฺสา ‘‘กหํ, เทว, น ปสฺสามา’’ติ อาหํสุฯ สโกฺก อตฺตโน อานุภาเวน รโญฺญเยว ทเสฺสสิฯ อถ นํ พหุสมฺปเตฺต ตสฺมิํ ตสฺส อุปริภาเคน ปาเชโนฺต รโญฺญ มตฺถเก เอกํ จาฎิํ ภินฺทิตฺวา นิวตฺตาเปโนฺต ทุติยํ ภินฺทิฯ อถสฺส สีสโต ปฎฺฐาย อิโต จิโต จ ตกฺกํ ปคฺฆรติ, โส เตน อฎฺฎียติ หรายติ ชิคุจฺฉติฯ อถสฺส ตํ อุปทฺทุตภาวํ ญตฺวา สโกฺก ยานกํ อนฺตรธาเปตฺวา สกฺกตฺตภาวํ มาเปตฺวา วชิรหโตฺถ อากาเส ฐตฺวา ‘‘ปาป อธมฺมิกราช, กิํ ตฺวํ มหลฺลโก น ภวิสฺสสิ, ตว สรีรํ ชรา น ปหริสฺสติ, เกฬิสีโล หุตฺวา วุเฑฺฒ วิเหฐนกมฺมํ กโรสิ, เอกกํ ตํ นิสฺสาย เอตํ กมฺมํ กตฺวา มตมตา อปาเย ปริปูเรนฺติ, มนุสฺสา มาตาปิตโร ปฎิชคฺคิตุํ น ลภนฺติฯ สเจ อิมมฺหา กมฺมา น วิรมิสฺสสิ, วชิเรน เต สีสํ ปทาเลสฺสามิ, มา อิโต ปฎฺฐาเยตํ กมฺมํ อกตฺถา’’ติ สนฺตเชฺชตฺวา มาตาปิตูนํ คุณํ กเถตฺวา วุฑฺฒาปจายิกกมฺมสฺส อานิสํสํ ปกาเสตฺวา โอวทิตฺวา สกฎฺฐานเมว อคมาสิฯ ราชา ตโต ปฎฺฐาย ตถารูปํ กมฺมํ กาตุํ จิตฺตมฺปิ น อุปฺปาเทสิฯ
Sakko abhinave devaputte apassanto ‘‘kiṃ nu kho kāraṇa’’nti āvajjento taṃ kāraṇaṃ ñatvā ‘‘damessāmi na’’nti mahallakavaṇṇaṃ abhinimminitvā jiṇṇayānake dve takkacāṭiyo āropetvā dve jaragoṇe yojetvā ekasmiṃ chaṇadivase alaṅkatahatthiṃ abhiruhitvā brahmadatte alaṅkatanagaraṃ padakkhiṇaṃ karonte pilotikanivattho taṃ yānakaṃ pājento rañño abhimukho agamāsi. Rājā jiṇṇayānakaṃ disvā ‘‘etaṃ yānakaṃ apanethā’’ti vadati. Manussā ‘‘kahaṃ, deva, na passāmā’’ti āhaṃsu. Sakko attano ānubhāvena raññoyeva dassesi. Atha naṃ bahusampatte tasmiṃ tassa uparibhāgena pājento rañño matthake ekaṃ cāṭiṃ bhinditvā nivattāpento dutiyaṃ bhindi. Athassa sīsato paṭṭhāya ito cito ca takkaṃ paggharati, so tena aṭṭīyati harāyati jigucchati. Athassa taṃ upaddutabhāvaṃ ñatvā sakko yānakaṃ antaradhāpetvā sakkattabhāvaṃ māpetvā vajirahattho ākāse ṭhatvā ‘‘pāpa adhammikarāja, kiṃ tvaṃ mahallako na bhavissasi, tava sarīraṃ jarā na paharissati, keḷisīlo hutvā vuḍḍhe viheṭhanakammaṃ karosi, ekakaṃ taṃ nissāya etaṃ kammaṃ katvā matamatā apāye paripūrenti, manussā mātāpitaro paṭijaggituṃ na labhanti. Sace imamhā kammā na viramissasi, vajirena te sīsaṃ padālessāmi, mā ito paṭṭhāyetaṃ kammaṃ akatthā’’ti santajjetvā mātāpitūnaṃ guṇaṃ kathetvā vuḍḍhāpacāyikakammassa ānisaṃsaṃ pakāsetvā ovaditvā sakaṭṭhānameva agamāsi. Rājā tato paṭṭhāya tathārūpaṃ kammaṃ kātuṃ cittampi na uppādesi.
สตฺถา อิมํ อตีตํ อาหริตฺวา อภิสมฺพุโทฺธ หุตฺวา อิมา คาถา อโวจ –
Satthā imaṃ atītaṃ āharitvā abhisambuddho hutvā imā gāthā avoca –
๑๐๓.
103.
‘‘หํสา โกญฺจา มยูรา จ, หตฺถโย ปสทา มิคา;
‘‘Haṃsā koñcā mayūrā ca, hatthayo pasadā migā;
สเพฺพ สีหสฺส ภายนฺติ, นตฺถิ กายสฺมิ ตุลฺยตาฯ
Sabbe sīhassa bhāyanti, natthi kāyasmi tulyatā.
๑๐๔.
104.
‘‘เอวเมว มนุเสฺสสุ, ทหโร เจปิ ปญฺญวา;
‘‘Evameva manussesu, daharo cepi paññavā;
โส หิ ตตฺถ มหา โหติ, เนว พาโล สรีรวา’’ติฯ
So hi tattha mahā hoti, neva bālo sarīravā’’ti.
ตตฺถ ปสทา มิคาติ ปสทสงฺขาตา มิคา, ปสทา มิคา จ อวเสสา มิคา จาติปิ อโตฺถฯ ‘‘ปสทมิคา’’ติปิ ปาโฐ, ปสทา มิคาติ อโตฺถฯ นตฺถิ กายสฺมิ ตุลฺยตาติ สรีเร ปมาณํ นาม นตฺถิฯ ยทิ ภเวยฺย, มหาสรีรา หตฺถิโน เจว ปสทมิคา จ สีหํ มาเรยฺยุํ, สีโห หํสาทโย ขุทฺทกสรีเรเยว มาเรยฺย, ขุทฺทกาเยว สีหสฺส ภาเยยฺยุํ, น มหนฺตาฯ ยสฺมา ปเนตํ นตฺถิ, ตสฺมา สเพฺพปิ เต สีหสฺส ภายนฺติฯ สรีรวาติ พาโล มหาสรีโรปิ มหา นาม น โหติ, ตสฺมา ลกุณฺฑกภทฺทิโย สรีเรน ขุทฺทโกปิ มา ตํ ญาเณนปิ ขุทฺทโกติ มญฺญิตฺถาติ อโตฺถฯ
Tattha pasadā migāti pasadasaṅkhātā migā, pasadā migā ca avasesā migā cātipi attho. ‘‘Pasadamigā’’tipi pāṭho, pasadā migāti attho. Natthi kāyasmi tulyatāti sarīre pamāṇaṃ nāma natthi. Yadi bhaveyya, mahāsarīrā hatthino ceva pasadamigā ca sīhaṃ māreyyuṃ, sīho haṃsādayo khuddakasarīreyeva māreyya, khuddakāyeva sīhassa bhāyeyyuṃ, na mahantā. Yasmā panetaṃ natthi, tasmā sabbepi te sīhassa bhāyanti. Sarīravāti bālo mahāsarīropi mahā nāma na hoti, tasmā lakuṇḍakabhaddiyo sarīrena khuddakopi mā taṃ ñāṇenapi khuddakoti maññitthāti attho.
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ, สจฺจปริโยสาเน เตสุ ภิกฺขูสุ เกจิ โสตาปนฺนา, เกจิ สกทาคามิโน, เกจิ อนาคามิโน, เกจิ อรหโนฺต อเหสุํฯ ‘‘ตทา ราชา ลกุณฺฑกภทฺทิโย อโหสิ, โส ตาย เกฬิสีลตาย ปเรสํ เกฬินิสฺสโย ชาโต, สโกฺก ปน อหเมว อโหสิ’’นฺติฯ
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi, saccapariyosāne tesu bhikkhūsu keci sotāpannā, keci sakadāgāmino, keci anāgāmino, keci arahanto ahesuṃ. ‘‘Tadā rājā lakuṇḍakabhaddiyo ahosi, so tāya keḷisīlatāya paresaṃ keḷinissayo jāto, sakko pana ahameva ahosi’’nti.
เกฬิสีลชาตกวณฺณนา ทุติยาฯ
Keḷisīlajātakavaṇṇanā dutiyā.
Related texts:
ติปิฎก (มูล) • Tipiṭaka (Mūla) / สุตฺตปิฎก • Suttapiṭaka / ขุทฺทกนิกาย • Khuddakanikāya / ชาตกปาฬิ • Jātakapāḷi / ๒๐๒. เกฬิสีลชาตกํ • 202. Keḷisīlajātakaṃ